หมายเหตุ : เครือข่าย Respect My Vote จัดเสวนาหัวข้อ “เคารพผลเลือกตั้ง ฟังเสียงประชาชน” เพื่อเชิญชวนจับตาการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว. และ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา ที่คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 6 ก.ค.
นายมณเฑียร บุญตัน กล่าวว่า เสียงข้างมากเป็นอย่างไร ส.ว.อย่างตนก็เห็นแบบนั้น เมื่อส.ส.ใครรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ก็เอาตามนั้น ไม่ว่าแคนดิเดตนายกฯ จะเป็นใครก็ยังใช้หลักการเดิม ดังนั้น การปิดสวิตช์จึงไม่เท่ากับงดออกเสียง เพราะวันนี้สมการเปลี่ยน เนื่องจากมีองค์ประชุม 750 เสียง
นอกจากเหตุผลการโหวตตามเสียงข้างมาก เงื่อนไขอื่นๆโดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ตั้งแต่ปิดสมัยประชุม ส.ว.ก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันเป็นกิจจะลักษณะ และส.ว.ก็ไม่ได้มีโครงสร้างที่ยึดตรึงกันเหมือนพรรคการเมือง จึงคิดว่าส.ว.มีความเป็นปัจเจกบุคคล
แม้ส.ว.จะมาจากคสช. แต่ตอนนี้คสช.ไม่มีแล้ว การเปลี่ยนแปลงปัจจุบันไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลวิธีพิเศษ แต่เป็นระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยชุดหนึ่งไปเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยอีกชุดหนึ่ง จึงยากจะบอกว่า ส.ว.จะไปทางไหน หรือมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับมาตรา 112
เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะมีส.ว.บางคนพูดจามีน้ำหนักจึงกลายเป็นประเด็น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีอะไรเป็นเงื่อนไขให้ส.ว.ต้องคิดเหมือนกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า หลักการหนึ่งที่ ส.ว. และ ส.ส.หลายคนไม่เข้าใจ ทุกรัฐธรรมนูญเขียนว่า ส.ส. ส.ว.คือผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ยังไม่มีใครพูดหลักการที่ซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ส.ว. มีสิทธิอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงออกเสียงตรงมาว่าต้องการเปลี่ยนขั้ว รัฐบาล เราไม่มีสิทธิไปขัดแย้ง ขัดขวางเสียงตรงของประชาชน
การเลือกตั้งเป็นประธิปไตยสายตรงให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยเขาเลือก โดยผู้แทนปวงชนชาวไทยต้องปฏิบัติตาม การแข่งขันเรื่องนโยบายหรือจะโต้แย้งอะไรมันจบแล้ว เพราะประชาชนเลือกแล้ว ส.ส. ส.ว.ไม่มีสิทธิไปอ้างดุลพินิจของตัวเอง
ส่วนหลักเสียงข้างมากในสภาแม้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่นายกฯ ต้องได้รับเสียงโหวตของสมาชิกรัฐสภา แต่ต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยของเราอยู่ในระบบรัฐสภา เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย ดังนั้น ภายหลังการเลือกตั้งต้องให้สิทธิอันชอบธรรมกับพรรคอันดับหนึ่ง สองและสาม ตามลำดับ ในการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาล
ครั้งนี้ 8 พรรค เขาได้ 312 เสียง ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สถานะของการโหวตนายกฯ จึงไม่ได้มีสถานะแค่แคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกล แต่เป็นแคนดิเดตนายกฯของรัฐบาลเสียงข้างมากในสภา ถ้าเรา ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับเสียงประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยสายตรงจะให้เลือกตั้งทำไม
หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าการโหวต นายกฯ เสียงส.ว.ไม่น่าจะพอ สิ่งที่ 8 พรรค ควรทำคือเปิดสวิตช์ให้ส.ว. ทำอย่างไรจะปลดเงื่อนไขข้ออ้างที่จะไม่โหวตให้ อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าพรรคก้าวไกลถอยไปข้างหน้า ยังเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย เห็นได้จากการเลือกประธานสภา ก็คือการถอยไปข้างหน้า
การเลือกนายกฯ ก็เช่นกัน พรรคก้าวไกลประกาศเลยรอได้ ขอถอยเรื่อง 112 พร้อมออกแถลงการณ์ยืนยันไม่เกี่ยวกับการตั้งฐานทัพ แบ่งแยกดินแดน โดยทั้ง 8 พรรคเซ็นร่วมกัน หากเป็นแบบนี้ 13 ก.ค.ที่จะโหวตนายกฯ ส.ว.จะมีข้ออ้างอะไรอีกที่จะไม่โหวตให้นายพิธา
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า ถ้าอยากเป็นนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต้องแสดงออกว่า ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชนขอให้ ส.ว.ฟรีโหวต เพื่อพิสูจน์ว่าจะเป็น นายกฯ ด้วยความสง่างาม ไม่ใช่เพราะ ส.ว. นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง
การโหวตนายกฯ ไม่ใช่เรื่องของนายพิธา หรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นการโหวตตามหลักการประชาธิปไตย คิดว่ามีโอกาสที่เสียงจะถึง 376 เสียง พรรคก้าวไกลต้องสื่อสารกับส.ว. และ ส.ส.พรรคอื่นด้วย
นายปริญญาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึง การโหวตเลือกนายพิธาว่า ภาพรวมขณะนี้ นายพิธาต้องการอีก 65 เสียง เนื่องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ไปเป็นประธานสภา หากปล่อยให้ฟรีโหวตโดยไม่มีใครกดปุ่มสั่งส.ว. เชื่อว่านายพิธาจะเป็นนายกฯ ได้
ส่วนข้ออ้างเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายพิธา ต้องกลับไปถาม กกต.เหตุใดออกมาแถลงข่าวลอยๆจะดำเนินคดี นายพิธากรณีถือหุ้นสื่อ แต่กลับไม่เริ่มกระบวนการให้นายพิธาได้แก้ข้อกล่าวหา เหมือนทำให้เกิดข้อครหาหรือเกิดมลทิน จน ส.ว.นำมาเป็นข้ออ้างได้
กกต.ควรเปิดโอกาสให้นายพิธาได้หักล้าง และดำเนินการตรวจสอบไปตามกระบวนการก่อนจะมีการโหวตเลือกนายกฯ