คอลัมน์บุ๊กสโตร์-หนังสือพิมพ์ข่าวสด ชวนเปิด “ด้วยรัฐและสัตย์จริง : ระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด จริยธรรมแห่งรัฐและความซื่อสัตย์ที่ผันแปร” โดย “อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์”
หนังสือที่จะพาไปสำรวจประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ว่าด้วย “ความซื่อสัตย์” ที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมไทย จากยุคจารีตสู่ยุค “คนเท่ากัน”
จริยธรรมว่าด้วยความซื่อสัตย์ในสังคมไทย เป็นความรู้สึกนึกคิดที่ผูกพันกับระบอบเกียรติยศของรัฐที่มักมุ่งธำรงรักษาคุณค่าและสถานะเดิมในสังคมมากกว่าที่จะให้ความหมายต่อความซื่อสัตย์แบบตรงไปตรงมา ทว่าความรู้สึกนึกคิดต่อความซื่อสัตย์ในระบอบความรู้สึกนึกคิดล้วนเปลี่ยนแปลงได้และเกี่ยวพันกับความคิดชุดอื่นๆ ที่แวดล้อมด้วย
สังคมไทยในอดีตก่อร่างความคิดว่าด้วยความซื่อสัตย์ผ่านการสร้างระบอบความกลัวด้วยจักรวาลไตรภูมิและความสัมพันธ์อุปถัมภ์ระหว่างเจ้าขุนมูลนายและไพร่ทาส
เรื่อยมาจนถึงยุคกฎหมายตราสามดวง นำมาสู่การนิยามความซื่อสัตย์ที่ยึดโยงกับความจงรักภักดี (ซื่อสัตย์ต่อนาย เหนือหัว) ขณะที่คนอื่นๆ ที่อยู่ในสถานะเดียวกัน นับเป็นข้อยกเว้นนอกเหนือจากขอบเขตความซื่อสัตย์
ขณะที่ในหมู่ชนชั้นสูง แนวคิดความซื่อสัตย์ถูกนำมาผูกโยงกับระบบเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของชนชั้น ซึ่งสงวนไว้ในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกันเท่านั้นและส่งทอดมาผ่านสายเลือด ความหมายของความซื่อสัตย์จึงแตกออกเป็นสองตามชนชั้น และไม่ได้มีความหมายคาบเกี่ยวกันแต่อย่างใด
กระทั่งรัฐไทยพัฒนาจากรัฐจารีตมาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความซื่อสัตย์ในหมู่ชนชั้นสูงถูกขับเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านแนวคิดชาติวุฒิหรือขัตติยมานะ (ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและความทะนงในศักดิ์ศรีของชนชั้น) ซึ่งช่วยยืนยันตัวตนและชนชั้นของชนชั้นนำไทยให้ต่างจากไพร่ทาสอย่างชัดเจนขึ้นอีก
ขณะที่เริ่มมีการปลูกฝังแนวคิดว่าด้วยความซื่อสัตย์ที่อิงแอบกับแนวคิดว่าด้วยความจงรักภักดีในหมู่ข้าราชการและขุนนางที่ทำงานรับใช้ใต้พระยุคลบาท ทว่าในหมู่ไพร่ทาส ความซื่อสัตย์นั้นกลับยังคงกินความอยู่ในอาณาบริเวณของความไม่คดโกงและเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา คณะสุภาพบุรุษและปัญญาชนสมัยใหม่ได้ท้าทายนิยามความหมายของความซื่อสัตย์โดยผูกโยงความซื่อสัตย์เข้ากับความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียม ทว่าในช่วงยุคร่วมสมัยถัดจากนั้น ทั้งหลังสงครามโลก ยุคพัฒนาประเทศสฤษดิ์-ถนอม การเมืองช่วงตุลาคม 2516 ยุคพลเอกเปรม รวมถึงรัฐประหาร พ.ศ.2534 นับเป็นอีกช่วงสำคัญในการขยายปริมณฑลและพรมแดนของความซื่อสัตย์ภายใต้ความจงรักภักดีตามแบบที่รัฐต้องการ
กระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคต่อมาในช่วง 10 ปีให้หลังนี้ บริบทสังคมและเศรษฐกิจค่อยๆ เปลี่ยนให้นิยามของ “ความซื่อสัตย์” มีหลากความหมายหลายรูปแบบ ผู้คนเริ่มแสวงหาและสรรสร้างระบบเกียรติยศเฉพาะกลุ่มและเฉพาะตนขึ้น ท่ามกลางความพยายามของรัฐที่ยังพยายามสอนสั่ง และฝังแนวคิดความซื่อสัตย์ในอุดมการณ์เดิมซึ่งหมดคุณค่าและล้าหลังไปแล้วในโลกปัจจุบัน ความซื่อสัตย์ ยึดโยงอยู่กับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม- คนเท่ากันอย่างหนักแน่นแม่นมั่นมากยิ่งขึ้น
อ่านการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อนว่าด้วยความซื่อสัตย์ในหลากหลายความหมายกันต่อได้ใน
“ด้วยรัฐและสัตย์จริง : ระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด จริยธรรมแห่งรัฐและ ความซื่อสัตย์ที่ผันแปร” ผลงาน “อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์”
ทำความเข้าใจมิติอันหลากหลายและ พร่ามัวของ “ความซื่อสัตย์” ในฐานะระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ส่งอิทธิพลต่อทั้งรัฐและประชาชน เพื่อหาคำตอบร่วมกันว่า “ความซื่อสัตย์” อันมีความหมายขัดแย้งใน “สังคมคนดี” นี้ก่อรูปขึ้นมาอย่างไร
สังคมจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ภายใต้ “ความซื่อสัตย์” แบบที่รัฐปรารถนา และจะเดินทางสู่อนาคตอย่างไร
สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ : https://bit.ly/3MEmN1T