การเมืองเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส.ส. 500 คน กับส.ว. 250 คน ในวันที่ 13 กรกฎาคม
8 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย 312 เสียง ยังคงผนึกกำลังกันเหนียวแน่น ในการผลักดันนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ
ขณะที่สถานการณ์ภาพรวมยังก้ำกึ่ง ว่าพรรค ก้าวไกลจะสามารถหว่านล้อมส.ว. ให้ตัดสินใจร่วมโหวตสนับสนุนนายพิธา ได้สำเร็จตามเกณฑ์กึ่งหนึ่งของสมาชิกของสองสภา หรือ 376 เสียงหรือไม่
ถ้าได้ก็ม้วนเดียวจบ นายพิธา เป็นนายกฯ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีจากรัฐบาลผสม 8 พรรค เดินหน้าประเทศตามเจตนารมณ์ของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ แต่ถ้า วันที่ 13 ก.ค. นายพิธาไม่ผ่านเสียงโหวต
ทางออกต่อไปจะเป็นอย่างไรคือประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งคำถาม
รัฐธรรมนูญกำหนดบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณา นอกจากคุณสมบัติที่ครบถ้วน ยังต้องมาจากพรรคที่มี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสภาหรือ 25 คนขึ้นไป
แต่ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ตายตัวว่า หากโหวต ครั้งแรกไม่ผ่าน ด้วยคะแนนสนับสนุนของสมาชิก สองสภาไม่ถึง 376 เสียง จะต้องเลือกใหม่กี่ครั้ง หรือต้องเปลี่ยนชื่อแคนดิเดต
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในฐานะประธานรัฐสภา ระบุเพียงว่า หากที่ประชุมร่วมรัฐสภาเลือกนายกฯ ครั้งแรกไม่ได้ ก็ต้องนัดประชุมใหม่จนกว่าจะได้ เพราะรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกฯ ให้ได้ ตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนจะโหวตใหม่กี่รอบนั้น ยังตอบไม่ได้ แต่ที่พูดกันมากคือ 3 รอบน่าจะเป็นจำนวนที่เหมาะสม ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ที่แสดงความเห็นแตกต่างออกไป
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค เพื่อไทย แสดงความเห็นว่า การโหวตนายกฯ หากไม่ผ่านรอบแรก ก็สมควรโหวตใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไปจนกว่าส.ว.จะหมดอำนาจเมื่อครบ 5 ปีตามบทเฉพาะกาล ในเดือนพ.ค.67
สำคัญคือการโหวตแต่ละครั้ง 8 พรรคต้องคุยกันว่าจะเสนอใคร ถ้าจับมือกันไว้ ไม่สลับขั้ว อีกฝ่ายก็ไม่มีทางตั้งรัฐบาลได้ ด้วยแนวทางนี้ เท่ากับปิดช่องขบวนการที่พยายามเขียนกติกาใหม่ขึ้นเอง ให้โหวตนายกฯ ได้เพียง 3 ครั้ง ถ้ายังไม่ผ่าน ก็ต้องเปลี่ยนตัว ไปจนถึงสลับขั้วตั้งรัฐบาล
หาก 8 พรรคยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย ไม่ยอมจำนนให้กับส.ว. แม้จะต้องเสียเวลาในการเลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจ
ฝ่ายส.ว.เองต้องตระหนักให้ดีว่า ถ้าการเลือกนายกฯ ล่าช้า มีผลต่อการตั้งรัฐบาล ทำให้การบริหารประเทศล่าช้า จะต้องตกเป็นจำเลยของคนทั่วทั้งสังคม เพราะส.ว.ไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ สกัดขัดขวางคนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนั่นเอง