ความจริงแล้ว ‘ข่าวสด ยานยนต์’ ได้ร่วมทริปทดสอบ ‘บีวายดี ดอลฟิน’ รถเก๋ง 5 ประตู สไตล์แฮตช์แบ๊ก ไซซ์กะทัดรัด พลังงานไฟฟ้า 100% (อีวี) ก่อนหน้าที่จะเปิดราคามาสัก 1 สัปดาห์ได้แล้ว
แต่ด้วยเพราะต้องการให้แฟนานุแฟนได้รับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วน จึงยังไม่ได้นำมาเล่าแจ้งแถลงไข ก่อนที่จะรู้ราคาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในรุ่นสแตนดาร์ด (Standard) อยู่ที่ 699,999 บาท ขณะที่ตัวท็อป รุ่นเอ็กซ์เทนเดด (Extended) 859,999 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เร้าใจอยู่ไม่น้อย

คราวนี้มาว่ากันถึงสมรรถนะของตัวรถ ในการทดสอบครั้งนั้น เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา ประมาณ 140 ก.ม. 2 สื่อต่อคัน สลับคนสลับรถขาไปขากลับ ได้ขับกันคันละประมาณ 50 ก.ม. ดูเหมือน จะน้อยไปหน่อย
เลยตกลงกับเพื่อนร่วมคันว่าให้ขับคนละขารวดเดียวน่าจะดีกว่า ว่าแล้วก็อาสาไปนั่งเบาะหลัง รุ่นเอ็กซ์เทนเดด ที่ใช้ในการขับขาไป
เบาะนั่งนุ่มแน่น และรองรับเต็มต้นขา พื้นที่เหนือศีรษะ และวางขา มีมาให้พอประมาณ แต่กว้างกว่าที่คิด เมื่อเทียบกับรูปร่างจากภายนอก ส่วนความนุ่มนวลมีมาให้พอประมาณ ตามแบบฉบับรถอเนกประสงค์

ช่วงล่างหลังของรุ่นเอ็กซ์เทนเดด เป็นแบบมัลติลิงก์ บีม รับรู้แรงเหวี่ยง เมื่อคนขับเปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้งบนความเร็วสูง รวมถึงระบบความปลอดภัย คอยรั้งพวงมาลัยให้อยู่ในเลน ที่บางครั้งอาการเหมือนตัวรถถูกกระชากกันเลยทีเดียว
ขากลับขึ้นขับรุ่นสแตนดาร์ด สิ่งแรกที่ทำก่อนเพื่อนคือ ปิดระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน ด้วยการเข้าไปสั่งการที่หน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว ที่ปรับหมุนแนวนอน แนวตั้งได้ตามลักษณะการใช้งาน

เบาะนั่งขนาดใหญ่โอบกระชับ ถาดวางของอเนกประสงค์ อยู่ใต้หน้าจอกลาง เหนือปุ่มเกียร์ที่เวลาใช้เลื่อนขึ้น-ลง
พวงมาลัยมองแล้วราวกับขับยานอวกาศ คอนโซลหน้าพลิ้วไหว ราวกับเกลียวคลื่น หน้าจอข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล
ข้อดีของรถอีวีคือความเงียบ เพราะแม้มอเตอร์จะพร้อมใช้งานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เมื่อรถเคลื่อนตัวช้าๆ ต้องใส่เสียงสังเคราะห์ เพื่อให้คนที่อยู่รอบข้างได้ยิน และเสียงนี้จะเงียบลงเมื่อความเร็วเกิน 40 ก.ม.ต่อช.ม.ไปแล้ว

หน้าจอข้อมูลแสดงกำลังไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ขนาด 44.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง อยู่ที่ 99% วิ่งได้ระยะทาง 409 ก.ม. ถึงปลายทางมาดูกันว่าจะทำไปได้เท่าไหร่
กำลังสูงสุดจากมอเตอร์อยู่ที่ 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตัน-เมตร เรียกมาใช้งานได้จี๊ดจ๊าด ได้ตั้งแต่ตีนต้น จังหวะออกตัวถ้าเผลอเท้าหนัก ตัวรถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
บน ถ.มอเตอร์เวย์ แม้จะเคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับติดขัด แต่เพื่อนร่วมทางมากโข ดีที่ว่าด้านหน้าทัศนวิสัยการขับขี่ที่เปิดกว้าง ช่วยให้มองเห็นว่าควรไปเลนไหนถึงจะเหมาะสม
ประกอบกับพวงมาลัยที่ค่อนข้างเบา แต่คม เพิ่มความมั่นใจ ในการลัดเลาะซอกแซก เร่งแซงซ้าย-ขาว ได้อย่างสบายมือ

ขึ้นบูรพาวิถี ถนนค่อนข้างโล่ง ไม่รอช้า เติมคันเร่งในทันที 100-110-120 ก.ม.ต่อช.ม. ไปได้แบบชิลชิล
เพิ่มน้ำหนักเท้าเข้าไปอีกนิด กำพวงมาลัยให้แน่นขึ้น เพื่อดูความเร็วปลาย สุดท้ายไปจบที่ 158 ก.ม.ต่อช.ม. ไม่ว่าจะคิกดาวน์ หรือขยี้เพิ่ม สูงสุดคือได้เท่านี้จริงๆ แต่ถือว่ามากเกินพอ สำหรับรถไซซ์ขนาดนี้
ช่วงล่างรุ่นนี้เป็นแบบทอร์ชั่น บีม รู้สึกได้ถึงความกระชับมั่นคง ไม่ว่าจะบนย่านความเร็วสูง เปลี่ยนเลน หรือเข้าโค้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ขึ้นอีกมากโข
ดีไซน์ภายนอก ไฟหน้า LED รวมถึงเส้นสายรอบคัน ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปลาโลมา
ไฟท้ายรูปทรงเรขาคณิต มาพร้อมที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง ที่บอกเลยว่าจำเป็นอย่างมาก สำหรับรถสไตล์แฮตช์แบ๊ก
ที่เก็บสัมภาระด้านท้าย กว้างพอให้ใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้สบายๆ

ถึงจุดหมายปลายทาง จอดริมฟุตปาธย่านบางนา ที่มีรถจอแจอยู่พอประมาณ เอื้อมมือไปเปิดประตู ก้านเปิดประตูด้านใน ทรงคล้ายครีบปลาโลมา แค่แง้มประตูนิดๆ เสียงเตือนว่ามีรถมาจากด้านหลังดังขึ้นในทันที เป็นอีกหนึ่งความปลอดภัยที่มีมาให้ของรถคันนี้
ส่วนระยะทางที่ทำไปในวันนั้นอยู่ที่ 143.2 ก.ม. ไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่ 39% ระบุว่าเหลือระยะทางขับได้อีก 161 ก.ม. น้อยกว่าที่ระบุไว้อยู่พอสมควร
แต่ก็นะ เพราะนี่เป็นการทดสอบ ใช้งานจริงแบบหนักหน่วง ถ้าขับกันปกติทั่วไป โล่งโจ้งแล้วขับวันละไม่เกิน 300 ก.ม. เจ้าบีวายดี ดอลฟิน รุ่นสแตนดาร์ดคันนี้ ถือว่าตอบโจทย์ และเป็นตัวเลือกที่ น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
สำหรับนักเลงรถหัวใจสีเขียวทั้งปวง!
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ