ซูโม่ ศิลปะการป้องกันตัวที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 2,000 ปี กีฬาประจำชาติที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ยังได้รับความนิยมแพร่หลายจวบจนปัจจุบัน

เดิมจัดขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้า จนในสมัยเอโดะจึงเริ่มจัดแข่งขันซูโม่ ปัจจุบันมีการจัดแข่งขันซูโม่ 6 ทัวร์นาเมนต์ต่อปีในโตเกียว โอซาก้า นาโกย่า และฟุกุโอกะ

กติกาการแข่งขันคือนักกีฬาซูโม่สองคนต่อสู้ภายใน “โดเฮียว” หรือสังเวียนวงกลมล้อมด้วยฟางข้าว โดยใช้เทคนิคการต่อสู้ต่างๆ ด้วยการทำให้คู่ต่อสู้หลุดออกจากสังเวียน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายแตะพื้นนอกจากฝ่าเท้า

ซูโม่มีลำดับขั้นที่เรียกว่าบันซึเกะทั้งหมด 10 ลำดับ ไล่เรียงจากลำดับขั้นสูงสุดคือ โยโกซึนะ โอเซกิ เซกิวาเกะ โคมุสุบิ มาเอะกาชิระ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดระดับสูงหรือมาคูอูจิ ถัดลงไปจะเป็นโจเรียว มาคุชิตะ ซันดาเมะ โจนิดัน และโจโนะกุจิ ตามลำดับ

ก่อนการแข่งขันจะมีพิธีกรรมต่างๆ อาทิ การโรยเกลือลงบนสนามแข่งเพื่อกำจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย กระทืบเท้าและแยกขาออกจากกันเพื่อเตรียมการต่อสู้ โดยนักซูโม่จะไว้ผมมวยตามแบบดั้งเดิมตามลำดับขั้นและแต่งกายด้วยผ้าเตี่ยวตามแบบโบราณที่เรียกว่ามาวาชิ ก่อนการแข่งขันสวมผ้าไหมยาวระดับเข่า ประดับประดาสวยงาม ที่เรียกว่า “เคโซมาวาชิ” ซึ่งมีน้ำหนักถึงกว่า 10 กิโลกรัม

การเป็นนักกีฬาซูโม่คือวิถีชีวิตแบบเฉพาะที่ต้องอาศัยการอุทิศตน การฝึกซ้อมอย่างคร่ำเคร่งและการปฏิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัดถือเป็นอาชีพอันทรงเกียรติ

เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 136 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตอันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น และครบรอบ 50 ปี มิตรภาพอาเซียน-ญี่ปุ่น สยามพารากอนร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, ซูโม่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ สำนักสืบทอดและเผยแพร่วัฒนธรรมซูโม่จากญี่ปุ่น และเจแปน แอร์ไลน์ สายการบินแห่งชาติญี่ปุ่น จัดงาน “สยามพารากอน เดอะ วอนดรัส เจแปน เฮอริเทจ” การแสดงแข่งขันซูโม่ส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น อาหารและท่องเที่ยว โดยเปิดให้ชมฟรีระหว่างวันที่ 6-9 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน ได้รับเกียรติจาก นายโอบะ ยูอิจิ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ นางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด พร้อมผู้สนับสนุนร่วมเปิดงาน

ไฮไลต์คือการแสดงการแข่งขันซูโม่โดยอดีตนักกีฬาซูโม่มืออาชีพ ระดับ “โคมุสุบิ” ผู้รั้งลำดับขั้นที่ 4 จาก 10 ซึ่งถือเป็นลำดับขั้นสูงที่เรียกว่า “มาคูอูจิ” ได้แก่ โจโคริว และนักกีฬาระดับ “มาคุชิตะ” ได้แก่ บุงโกะนิชิกิ, คุมะโก และโคโตะโอโทริ

เหล่าอดีตนักซูโม่สาธิตสิ่งสำคัญอันเป็นหัวใจของกีฬาเก่าแก่ชนิดนี้เริ่มจากกลุ่มท่าสำหรับซ้อม ได้แก่ ท่า “ชิโกะ” หรือการยกขาสูงเพื่อย่ำเท้าอย่างน่าเกรงขาม เป็นท่าเริ่มฝึกซ้อมเปรียบเหมือนการวอร์มร่างกายเพื่อสร้างพละกำลังให้ช่วงขาและสะโพก รวมถึงสร้างความสมดุลร่างกาย ซึ่งต้องฝึกฝนถึง 300 ครั้งก่อนเริ่มซ้อม และอีก 100 ครั้งก่อนเสร็จสิ้นการซ้อมในวันนั้นๆ

ถัดไปคือท่า “ซุริอาชิ” การเดินย่างเข้าไปปะทะคู่ต่อสู้ เริ่มจากการย่อตัวเพื่อให้ศูนย์ถ่วงของร่างกายอยู่ต่ำ แล้วขยับตัวไปข้างหน้าโดยไม่ให้ฝ่าเท้ายกออกจากพื้น ต่อด้วยท่า “มาตะวาริ” หรือท่าแยกขาจนสุด โดยจะมีเพื่อนซูโม่ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมนั่งทับจากด้านหลังเพื่อฝึกความยืดหยุ่น ถัดมาคือช่วงการซ้อมปะทะซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการซ้อม ทั้งการรุกและตั้งรับซึ่งใช้พละกำลังอย่างมาก ฝึกทั้งความแข็งแกร่งของร่างกายและความ เข้มแข็งทางจิตใจ

จากนั้นเป็นการสาธิตกระบวนท่าแข่งขันซึ่งมีกระบวนท่าเอาชนะทั้งหมด 28 ท่า โดยสาธิต 3 ท่าสำคัญ ได้แก่ ท่า “โอชิดาชิ” คือการผลักคู่ต่อสู้ออกนอกโดเฮียวโดยไม่จับบริเวณมาวาชิ (กางเกงของซูโม่), ท่า “โยริคิริ” การดันคู่ต่อสู้ออกนอกโดเฮียวโดยจับมาวาชิไว้ ส่วนท่าสุดท้ายคือ “อุวาเตะนาเกะ” จับกางเกงมาวาชิของอีกฝ่ายเฉพาะด้านนอกแล้วทุ่มอีกฝ่ายลงให้ได้

ภายในงานร่วมจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นท่ามกลางบรรยากาศเทศกาลฉลองฤดูร้อนในแบบญี่ปุ่น รวมถึงอาหารและขนมญี่ปุ่นมากมาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน