หอการค้าไทยห่วงปัญหาตั้งรัฐบาลล่าช้า ปลุกม็อบลงถนน ส่งผลกระทบภาคท่องเที่ยวเสียหาย 5 แสนล้านบาท ฉุดจีดีพีหด 1% ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย. สูงสุดรอบ 40 เดือนเพราะสินค้าเกษตรราคาดี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือน มิ.ย.2566 ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 55.7 เป็น 56.7 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และสูงสุดในรอบ 40 เดือน เนื่องจากท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ผลผลิตเกษตรมีราคาดีช่วย เพิ่มกำลังซื้อในต่างจังหวัด แต่ค่าดัชนียังห่างจาก 100 มาก เพราะยังกังวลความไม่แน่นอนในการจัดตั้งและเสถียรภาพ ทางการเมืองรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ค่าครองชีพที่ยังทรงตัวสูง และเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม โอกาสหางานทำโดยรวม และรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 51.2 53.7 และ 65.1 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือน พ.ค. แต่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือน มิ.ย.2566 อยู่ที่ 58.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 66 เดือน มองว่าเศรษฐกิจเข้าสู่โหมดการฟื้นตัวต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เป็นห่วงปัญหาตั้งรัฐบาล อาจกระทบเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนงบประมาณจึงต้องการให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว

“ทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการต่างก็มองเหมือนกันว่าปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย หากตั้งรัฐบาลช้าไทยจะเสียโอกาสด้านลงทุนเพราะรัฐบาลยังกำหนดนโยบายไม่ได้ งบประมาณก็จะล่าช้ากระทบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากนี้ต้องจับตาว่าจะโหวตนายกฯ ได้หรือไม่ หรือโหวตแล้วใครได้เป็นนายกฯ และจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ หากตั้งรัฐบาลได้ภายใน ส.ค.-ก.ย.2566 เศรษฐกิจปีนี้จะไปต่อได้ โตได้ตามกรอบ 3-3.5% แต่หากตั้งรัฐบาลไม่ได้ภายใน ก.ย.และเกิดการชุมนุมประท้วงรุนแรง ภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังอาจได้รับผลกระทบ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะหายไปราว 10 ล้านคน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะฉุดทำให้จีดีพีของไทยปีนี้โตลด ต่ำลง 1%”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน