กกร.ส่งหนังสือขอลดค่าไฟเหลือ 4.25 บาทถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนและผู้ประกอบการที่แบกรับภาระค่าไฟสูงต่อเนื่อง ชี้สารพัดปัจจัยเอื้อค่าไฟให้ลดหมดแล้ว
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หรือ กกร. ได้ส่งหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงแนวทางการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่าเอฟทีที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้า งวดที่ 3 ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2566 แล้ว
เนื่องจากกังวลภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ประกอบการที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการ โดย กกร.เห็นว่าค่าไฟงวดใหม่ไม่ควรเกินหน่วยละ 4.25 บาท จากงวดปัจจุบัน (พ.ค.-ส.ค.) อยู่ที่หน่วยละ 4.70 บาท
ทั้งนี้ กกร.ได้นำข้อเสนอแนวทางปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ งวดที่ 3 ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. ขอให้พิจารณาขยายเวลาการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จาก 5 งวด เป็น 6 งวด เพื่อให้ค่าเอฟทีลดลงอีกประมาณหน่วยละ 10 สตางค์ ซึ่ง กฟผ.จะได้รับเงินคืนครบภายใน ส.ค.2568, ขอให้บูรณาการจัดหาเชื้อเพลิงแอลเอ็นจี มอบหมายผู้นำเข้าหลักเพียงรายเดียวในการจัดหา เพื่อสกัดดีมานด์เทียมจากผู้ส่งสินค้าหลายรายที่เข้ามาจัดหาในตลาด สำหรับนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในงวดที่ 3 เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาดและไม่ให้ประเทศเสียเปรียบ โดยจัดหาแอลเอ็นจีล่วงหน้า ราคาเฉลี่ยที่ 14-16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู หากเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วราคาแอลเอ็นจีปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการใช้พลังงานในโลกที่เพิ่มขึ้น
“ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เปิดประชาพิจารณ์ค่าเอฟที 3 กรณี อัตรา 6.28, 4.70 และ 4.45 บาท ระหว่างวันที่ 7-21 ก.ค. ก่อนที่จะเคาะราคาสุดท้ายอีกครั้ง หากพิจารณาจากปัจจัยที่นำมาคำนวณค่าเอฟทีแล้วพบว่ามีหลายประเด็นสนับสนุนให้สามารถพิจารณาปรับลดค่าเอฟทีงวดใหม่ได้”
นอกจากนี้ ปริมาณนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีลดลงเหลือ 41% จากเดิมนำเข้าแอลเอ็นจี เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่ 47%, ราคาแอลเอ็นจี สปอท ที่นำเข้ามาผลิตไฟฟ้าลดลง 30% จากงวดที่ 2 ในเดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ราคาประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู มาอยู่ที่ประมาณ 14 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู, ราคาพลังงานโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง, ภาระหนี้ของ กฟผ. ทั้งงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ลดลงเร็วกว่าแผนด้วยต้นทุนจริงของแอลเอ็นจี ที่ต่ำกว่าที่เรียกเก็บค่าเอฟทีทั้ง 2 งวดที่ผ่านมา
และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยที่กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงนี้ แต่จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ด้านการเงินมองว่าจะเป็นการอ่อนค่าในระยะสั้นและจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นภายในปลายปีนี้