ผลโหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี ในรอบแรก ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของคอการเมือง

การเสนอชื่อนายพิธา เพื่อขอเสียงรับรองจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาเป็นนายกฯรอบสอง 19 ก.ค.นี้ ยังมีความหวังหรือไม่

ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยจะยังเดินหน้า จัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หรือจะเกิดการพลิกขั้ว

มีมุมมองจากนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรมต.สำนักนายกฯ และอดีตเลขาธิการ นายกฯ ในฐานะผู้อาวุโสทางการเมือง

■ การโหวตนายกฯ 13 ก.ค. บอกอะไรบ้างทางการเมือง
ชัดเจนที่สุดคือคะแนนบอกได้เลยว่าใครยืนอยู่ตรงไหน จากที่ผู้บริหารพรรคก้าวไกลดูมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาเพียงพอ แต่เมื่อลงคะแนนก็ปรากฏภาพชัดเจนว่ามีประมาณ 13 คน ก็เป็นไปตามที่หลายคนคิดคือ 10++ ยังมีคนที่งดออกเสียง คนที่ไม่เข้าประชุม

และชัดเจนที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย งดออกเสียงตอนเลือกรองประธานสภาคนที่หนึ่ง แต่การเลือก นายกฯพรรคภูมิใจไทยโหวตไม่เห็นด้วย ผลคะแนนคือรู้แล้วว่าใครยืนอยู่ตรงไหน

8 พรรคต้องกลับไปคุยกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้อีก 60-70 คะแนน หรือจะเป็นใคร จะเป็นพรรคแกนนำ ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยที่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ ขณะที่นายพิธาต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ หรืออีกหลายอย่าง จะทำอย่างไรให้เกิดความชอบธรรมในสายตาของสมาชิกรัฐสภา

■ การออกเสียงของส.ว. มีการตั้งธงมาก่อนหรือไม่
คิดว่าไม่ใช่การตั้งธง ต้องยอมรับว่ากลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตยกับกลุ่มอนุรักษนิยมอุดมคติแตกต่างกัน

อนุรักษนิยมชัดเจนมาตรา 112 แตะไม่ได้ ส่วนนายพิธาพยายามชี้แจงว่าไม่ได้ไปแตะต้องสถาบัน พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแต่อยู่เหนือการเมือง การแก้มาตรา 112 เชื่อว่าจะทำให้สถาบันแข็งแรงขึ้น เป็นคนละมุมมองกัน

การที่นายพิธาพยายามชี้แจงในระบบรัฐสภาเป็น สิ่งที่ดี และเชื่อว่ามีคนเชื่อมั่นนายพิธามากขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะลงคะแนนให้ในฐานะที่จะเป็นนายกฯ ประกอบกับเรื่องคุณสมบัติที่ยังมีการตั้งคำถามอยู่ ทำให้คะแนนไม่ข้ามฟาก

■ น่าจะมีกระแสกดดันจนส.ว. บางส่วนลาประชุม
การล็อบบี้หรือการกดดันมีทั้งสองฝ่าย ถ้าจะพูดว่าก้าวไกลใช้กำแพงประชาชนก็เข้าใจยุทธศาสตร์ ของเขา แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมก็บอกว่าเอาคนมากดดัน ส่วนใครจะโทรศัพท์ไปล็อบบี้ใครเป็นเรื่องปกติทางการเมืองในโลกนี้

ถ้าเป็นการต่อสู้ทางความคิด ไม่ใช้กระบวนการที่นอกเหนือกระบวนการของกฎหมายและรัฐสภาก็ยอมรับได้ ฉะนั้นจากวันนี้ไปจนถึงวันที่กำหนดการประชุมครั้งหน้า ทั้ง 8 พรรคต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำความเข้าใจกับอีกฟากฝั่ง

ส่วนตัวเชื่อว่าก้าวไกลคงไม่ยอมถอยเรื่องมาตรา 112 เพราะรับมติประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง การลดเพดานมาตรา 112 ก็เลยจุดตรงนั้นไปแล้ว ในความเป็นจริงความเห็นส่วนตัวต้องกัดฟันชวนพรรคภูมิใจไทยเข้ามาแต่แรก คะแนนจะปิดสวิตช์ส.ว.ไปเลย จะได้เกิน 375-376 เสียง

พรรคภูมิใจไทยงดออกเสียงช่วงเลือกประธานสภาคนที่ 1 ก็วิเคราะห์ได้เป็นท่าทีว่าพร้อมจะคุย แต่พอไม่คุยก็ชัดเจนผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือใครก็ตาม ที่บอกว่าถ้าเดินหน้ามาตรา 112 รับไม่ได้ และคงจะข้ามฟากกันไม่ได้แล้ว วันนี้ถือว่าเลยจุดนั้น ไปแล้ว

ทั้ง 8 พรรคต้องประเมินดีๆ ว่าถ้านายพิธา ไม่ได้รับความ ไว้วางใจครั้งที่สอง อาจจะได้เท่าเดิม หรือได้คะแนนน้อยกว่าเดิม มันจะมีผลอย่างไร

ประชาชนไม่เอาด้วยแน่ใครที่จะ ข้ามขั้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยจะข้ามขั้ว ชู พล.อ.ประวิตร เพื่อไทยก็ฆ่าตัวตาย เพราะ 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ 25 ล้านเสียงชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เอา 3 ป. ไม่เอาเผด็จการเก่า

■ ถ้าโหวตรอบสองนายพิธา คะแนนน้อยกว่าเดิมจะมีผลอย่างไร
นายภูมิธรรม เวชยชัย ทวีตชัดเจน 141 เสียงของพรรคเพื่อไทยลงคะแนนให้นายพิธาครบ แต่รอบที่สองใครจะไปรู้ในพรรคเพื่อไทยเองก็อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วการเลือกนายกฯครั้งต่อไปอาจเป็นเรื่องของการฟรีโหวต

ส่วนตัวอยากให้เป็นประชาธิปไตยที่ยืนร่วมอยู่กันได้ทั้ง 300 กว่าเสียง แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะถ้าไม่มีรัฐบาลในเร็ววันจะมีผลต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ขณะที่โลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ในความเห็นส่วนตัวถ้าพรรคก้าวไกลไม่ยอมลดรา วาศอกในแนวคิดนโยบาย อย่างน้อยในฐานะเป็นพรรค แกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการลงคะแนนรอบแรก ก็อาจต้องหารือกับเพื่อไทยให้ขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะโดยหลักแล้วเมื่อพรรคแกนนำที่หนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคลำดับที่สองก็ควรมีโอกาส

แม้จะไม่ยอมเรื่องมาตรา 112 แต่ยอมให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ที่พูดไม่ได้เชียร์พรรคเพื่อไทย แต่ถ้ายอมให้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอาจมีพรรคเล็กในฝ่ายขั้วอำนาจเก่าข้ามมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนาหรือแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทย รวมถึงอาจมีส.ว.บางคน ในมุมมองส่วนตัวถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเสรีนิยมประชาธิปไตย

■ “ยอมรับผลโหวต แต่ไม่ยอมแพ้” คำพูดของนายพิธาจะส่งผลอะไร หรือไม่
นายพิธาก็เคยพูดว่า “รุกได้ก็ถอยได้” และต้องคิดถึงสุภาษิตไทยแม้จะโบราณไปบ้างสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ก็ยังใช้ได้ ทั้ง “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” หรือ “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” คำเหล่านี้ยังมีผล

โดยเฉพาะ “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” มีผลมาก ถ้าคุณมาเร็วก่อนเวลา แล้วกลายเป็นคนที่ทำให้กระบวน ของเสรีนิยมประชาธิปไตยมันพังลงไป เพราะเปิดโอกาส เปิดประตู หรือรูเล็กๆ หน้าต่างเล็กๆ ทำให้ ฝ่ายอนุรักษนิยมขวาจัดอ้างว่าทำให้เกิดความวุ่นวาย แล้วนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งเราไม่อยากให้เกิด ขึ้นอีก เราไม่อยากเห็นการประท้วง ประชาชนออกมาตีกันบนท้องถนน ถ้ามีจริงก้าวไกลก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน

แต่ถ้าก้าวไกลรอเวลา จะอยู่ในรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้านซึ่งส่วนตัวไม่อยากให้เป็น แล้วรอเวลาซึ่งเวลาก็จะเข้าข้างก้าวไกล เพราะทุกคนยังอายุน้อย มีความคิดเห็นที่ชัดเจน และเชื่อว่าจะยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เลือกตั้งคราวหน้าอาจได้เสียงส่วนใหญ่ก็ได้

และหลัง 11 พ.ค. 2567 ก็ปลดล็อก ส.ว.โดยปริยายอยู่แล้ว จึงอยากให้ช่วยกันมองที่เป้าใหญ่และช่วยกันรักษาระบบประชาธิปไตย เพราะขณะนี้ประชาชนชัดเจนระหว่างระบบเก่า ไม่เอา 3 ป. ไม่เอาคนที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

และประชาชนไม่เอาด้วยแน่ใครที่จะข้ามขั้ว ถ้าพรรคเพื่อไทยจะข้ามขั้ว ชู พล.อ.ประวิตร เพื่อไทยก็ฆ่าตัวตาย เพราะ 70% ของประเทศ 25 ล้านเสียงชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เอา 3 ป. ไม่เอาเผด็จการเก่า แต่ถ้าเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตัวฝ่ายอนุรักษนิยม เอาคนรุ่นใหม่ พลเรือนที่มีเครดิตทางการเมืองเข้ามาก็สามารถเปลี่ยนเกมเล่นได้

“อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ” อย่าชิงสุกก่อนห่าม แล้วอย่าให้จบอย่างในอดีต เพราะในความเป็นจริงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เปลี่ยนแปลงการเมือง แต่ก็ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด บทเรียนในสมัยใหม่พฤษภาทมิฬอาจเก่าไป บทเรียนอาหรับสปริงที่อียิปต์ ทุกคนคิดว่าคนรุ่นใหม่ชนะแต่ในที่สุดก็ ถูกทหารอีกกลุ่มเข้ามายึด ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยเสียไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน