ณ เบื้องหน้ามาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ปรากฏ “ความหงุดหงิด” อย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะมาจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย ไม่ว่าจะมาจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ไม่ว่าจะมาจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
มองเห็นอย่างเด่นชัดว่าเป็น “อุปสรรค” ต่อ “ประชาธิปไตย”
คำถามก็คือ ทั้งๆ ที่หงุดหงิด ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นด้วย ต่อการดำรงอยู่แล้วเหตุใดจึงยิ่งหงุดหงิดเมื่อเห็นพรรค ก้าวไกลเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม
มี “ความหงุดหงิด” แต่ “ฐาน” ที่มาต่างกัน
ฐานของพรรคเพื่อไทย ฐานของพรรคเสรีรวมไทย ต่างจากของพรรคก้าวไกล
ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ ต้องยอมรับว่าพรรคเสรีรวมไทยมีความเจ็บปวดจากการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 272
ที่สำคัญเคยยื่น “แก้ไข” มาแล้ว พรรคก้าวไกลก็ย่อม จะรู้
เพราะในความพยายามนั้นก็ต้องล้มเหลว ไม่เพียงเพราะการดำรงอยู่ของ 250 ส.ว. หากปัจจัยหนึ่งคือการต้านจากพรรคที่อยู่ร่วมรัฐบาล
จึงไม่คิดว่าจังหวะของพรรคก้าวไกลจะ “สำเร็จ”
ความหงุดหงิดของพรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย จึงมาจาก “ประสบการณ์”
ตระหนักว่าพรรคเพื่อไทยเคยล้มเหลวมาแล้ว ตระหนักว่าพรรคเสรีรวมไทยเคยเจ็บปวดและล้มเหลวมาแล้ว จึงมั่นใจว่าจะล้มเหลว
จึงไม่เห็นด้วยกับ “วิธีต่อสู้” ในเชิง “สัญลักษณ์” เช่นนี้
นี่คือความหงุดหงิดจากความเป็น “ผู้อาวุโส” จากความเป็น “ผู้เกิดก่อน” เป็นความหงุดหงิดและด้วยความไม่เข้าใจต่อ “ผู้เยาว์” ซึ่งมาทีหลัง
รู้ทั้งรู้แล้วทำไมพรรคก้าวไกลจึงยังทำอยู่
จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 จึงเป็น รูปธรรมแห่ง “ช่องว่าง” ที่ดำรงอยู่
มิได้เป็นช่องว่างและความเห็นต่างระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรคฝ่ายรัฐบาลซึ่งย่อมยึดกุมแนวทางและหลักการ อันแตกต่างและขัดแย้งอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
หากยังเป็นเรื่องของ “วัย” ที่ไม่เว้นแม้ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล