ตอนนี้ประเทศชาติมีปัญหาต่างๆ มากมายที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข ถ้ายิ่งตั้งรัฐบาลล่าช้ามากเท่าไร ยิ่งจะเกิดปัญหา

ตนเห็นว่าเป็นความชอบธรรมของพรรคเสียงข้างมากจะต้องเป็นผู้รวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่มีเงื่อนไขในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญไปกำหนดว่าให้ ส.ว. 250 คนเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหานายกฯ ทั้งที่จริงแล้วควรฟังเสียงจากสภาล่างคือ ส.ส. ฉะนั้น ส.ว.ควรฟังเสียงของทั้ง 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล

ส่วนเรื่องคดีต่างๆ ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดต นายกฯ พรรคก้าวไกลนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งมีกระบวนการยุติธรรมรองรับอยู่แล้ว ถ้ามีความผิด เขาต้องพ้นหน้าที่ไป ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของ ส.ว.ที่จะต้องมาพิจารณาก่อน ในเมื่อรัฐธรรมนูญยอมรับในเรื่องของบุคคลใดที่ยังไม่ได้ถูกศาลตัดสินถือว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์อยู่

ตอนที่ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลมีมติร่วมกัน ตนเห็นอันหนึ่งที่น่าสนใจคือ “การจัดคนให้ตรงกับงาน” ซึ่งต่อไปการที่จะเลือกรัฐมนตรีมาทำงาน สุดท้ายต้องมาดูจะได้คนตรงกับงานหรือไม่ ไม่ใช่ เอาเพียงผู้อาวุโสของพรรคมาเป็นรัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านมา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีโอกาสที่จะขับเคลื่อนนโยบายของพรรคให้เป็นไปตามที่หาเสียงไว้

ตอนนี้ประเทศชาติมีปัญหาต่างๆ มากมายที่รอรัฐบาลใหม่ เข้ามาแก้ไขและขับเคลื่อนทั้งสิ้น ถ้ายิ่งตั้งรัฐบาลล่าช้ามากเท่าไร ยิ่งจะเกิดปัญหา เช่น งบประมาณจะล่าช้าออกไปด้วย เศรษฐกิจของประเทศที่จะขับเคลื่อนไปได้ต้องใส่เม็ดเงินเข้าไป ถ้าไม่สามารถ จัดงบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และงบพัฒนาประเทศได้ ก็จะเดือดร้อนมาถึงภาคเอกชน

ทางเอกชนคาดหวังว่า มีรัฐบาลแล้วจะมีการขับเคลื่อนนโยบาย ที่จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ปัญหาที่มีการกำหนดไว้ ก็จะได้รับการแก้ไข ถ้าช้าก็จะดึงปัญหาเหล่านี้ให้ได้รับการแก้ไขช้าไปด้วย เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการได้

ตนเห็นชื่อแคนดิเดตนายกฯ หลายพรรคแล้วไม่เห็นด้วย กับหลายพรรคที่เสนอชื่อมา ตนคงบอกไม่ได้ เพราะเป็นการเสนอในพื้นฐานของปัจจัยที่แนวคิดไม่เหมือนกัน บางพรรคเสนอชื่อ คนเดิมหน้าเดิม

ถามว่ามีนโยบายอะไรใหม่หรือไม่ ชูแต่ประเด็นเดิมๆ ที่จับต้องไม่ได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน