แม้ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่ก็กระชากอารมณ์สังคมไม่น้อย
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ทันที หลังมีมติเอกฉันท์รับคำร้องปม ‘ถือหุ้นไอทีวี’ ตามที่กกต.ยื่นให้วินิจฉัย
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเกิดขึ้นโดยฉับพลันทันทีเช่นกัน โดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยล ต่างแสดงความไม่เห็นด้วย และมีจำนวนไม่น้อยที่แสดงไม่พอใจอย่างมาก จนแฮชแท็ก #ศาลรัฐธรรมนูญ ติดอันดับหนึ่งเทรนด์ทวิตเตอร์
การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลและฝั่งประชาธิปไตยก็ลุกฮือแสดงออกถึงความไม่พอใจเช่นกัน เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัดที่มีทั้งการจัดชุมนุม เปิดเวทีพูดคุย จัดกิจกรรมแสดงออก คัดค้านการใช้กฎหมายสกัดพรรคก้าวไกล และยังมีท่าทีพร้อมยกระดับการเคลื่อนไหว
ด้านนายพิธาเมื่อรับทราบมติดังกล่าวได้กล่าวอำลากลางที่ประชุมร่วมรัฐสภา ว่า รับทราบคำสั่งและจะปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น
พร้อมระบุ “ประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง แม้ว่าผมจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันดูแลประชาชนต่อไป”
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ หลังจากสำนักงาน กกต. ส่งเรื่องให้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า กกต.ดำเนินการแบบรวบรัด
ย้อนดูไทม์ไลน์ นับแต่ ‘นักร้องทางการเมือง’ ยื่นคำร้องให้กกต.ตรวจสอบ โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดประเด็นยื่นร้องไว้เมื่อ 10 พ.ค. และได้สิทธิเข้าให้ถ้อยคำ พร้อมยื่นหลักฐานเพิ่มเติม อย่างต่อเนื่อง สมทบด้วย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 และ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธานกมธ.การกฎหมายฯ สภาผู้แทน
จากนั้นวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. มีรายงานข่าวหลุดออกมาว่า การประชุมกกต.จันทร์ที่ 10 ก.ค. จะมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดคุณสมบัตินายพิธา แต่ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ยืนยันเองหลังการประชุม 10 ก.ค. ที่ประชุม กกต. แค่ติดตามความคืบหน้าจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รายงานต่อที่ประชุม และคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ยังทำงานไม่เสร็จ
11 ก.ค. กกต.ประชุมกันต่อ แต่ก็ยังไม่มีมติ นายอิทธิพร แจ้งว่าแค่รับทราบรายงานจากคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เพื่อความละเอียดรอบคอบจะพิจารณาต่อ ในวันถัดไป
ก่อนที่ช่วงสายวันที่ 12 ก.ค. กกต.จะมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ และเร่งรีบดำเนินการส่งมติไปยังศาลรัฐธรรมนูญในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
ซึ่งเป็นมติกกต. หลังจากสำนักงานกกต.เสนอรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้พิจารณาเมื่อ 11 ก.ค. กกต.จึงใช้เวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าวเพียงแค่ 2 วัน
ขณะเดียวกัน ก่อนที่กกต.จะมีมตินั้น เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ประธานกมธ.พัฒนา การเมืองฯ วุฒิสภา พร้อม นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธาน กมธ. ได้นำคณะเข้าพบกกต. อ้างนำเอกสารข้อมูลที่ขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมามอบให้ใช้ประกอบการพิจารณาปมหุ้นไอทีวี
จากที่ก่อนหน้านี้ทั้งนายเสรี และนายกิตติศักดิ์ รวมถึงเพื่อนส.ว.บางส่วน ออกมาเรียกร้องให้ กกต.รีบมีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะโหวตนายกฯ รอบแรก 13 ก.ค.
นอกจากนี้ เมื่อพรรคก้าวไกลยื่นท้วงติงให้กกต.ปฏิบัติตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 และฉบับที่แก้ไข ที่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหา และเรียกไปชี้แจง ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย ซึ่งกกต.อาจทำผิดมาตรา 157 เสียเอง
ประธานกกต.ก็ยังยืนยัน กกต.ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ต่างจากกรณีสืบสวนความผิดเกี่ยวกับการ เลือกตั้งที่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือเรียกมาชี้แจง
ที่สังคมชี้ข้อพิรุธอีกจุดคือ กกต.ได้ตีตก 3 คำร้อง กรณีนายพิธาขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้สมัคร ส.ส.จากกรณีหุ้นไอทีวี เนื่องจากยื่นร้องเกินเวลาที่กำหนด
ซึ่งตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ต้องร้องภายใน 7 วันก่อนเลือกตั้ง แต่มายื่นร้องก่อนเลือกตั้งเพียง 2 วัน จึงสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาไม่ได้
แต่ กกต.กลับเห็นว่าคำร้องมีข้อมูลพอจะสืบสวนต่อว่านายพิธา รู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิ์ลงสมัครส.ส. แต่ยังลงสมัคร และทำหนังสือยินยอมให้พรรคเสนอชื่อลงสมัคร ถือว่าฝ่าฝืนมาตรา 151 ตามพ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. จึงสั่งให้มีการไต่สวนเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัย หรือ “ความปรากฏ”
ที่สำคัญ ก่อนหน้าจะมีมติ ทั้งประธาน และนายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. ได้ตอบคำถามกรณีหากไม่รับเป็นคำร้อง จะรับเป็นความปรากฏต่อกกต.หรือไม่ว่า หากรับจะตั้ง คณะกรรมการสืบสวนไต่สวน เชิญผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคำ กระบวนการสืบสวนสอบสวนต้องใช้เวลาอยู่บ้าง เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมนายพิธา และทำควบคู่ไปกับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งได้
ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ขมวดปมการดำเนินการของกกต.ในเรื่องนี้ว่า กกต.หยิบคดีอาญามาฟ้อง เป็นวัตถุดิบที่เพียงพอจะให้ส.ว.ที่ตั้งใจไม่เลือกพิธาเป็น นายกฯ จะได้มีข้ออ้างแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ
ทั้งนี้ คำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ของนายพิธา ใน วันโหวตเลือกนายกฯ มีการนำไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในปี 62 ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ในวันที่ 25 พ.ค. 2562 กรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.62
อย่างไรก็ตาม วันที่ 5 มิ.ย. 2562 ในการประชุมร่วมรัฐสภาประชุมโหวตเลือกนายกฯ นายธนาธรยังคงได้รับการเสนอชื่อ ชิงตำแหน่ง แม้จะแพ้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปด้วยคะแนน 500 เสียง นายธนาธร 244 เสียง ซึ่งครั้งนั้นส.ว. 249 คน ลงคะแนนเลือก พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่แตกแถว
แต่หากวาระเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ ครั้งนี้ที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติเสียงส่วนใหญ่ 395 ต่อ 312 ไม่เห็นด้วยที่จะให้นำชื่อนายพิธา ขึ้นมาโหวตเป็นนายกฯ อีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นการเสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41
ทำให้นายพิธา นอกจากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. ยังหมดสิทธิ์เป็นนายกฯ คนที่ 30 แน่นอนแล้ว