กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม ต่อมติที่ประชุมร่วมรัฐสภาปิดประตูการโหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างข้อบังคับการประชุมที่ 41 ไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำได้

ทำให้เกิดกระแสเห็นต่างจากนักกฎหมายจำนวนมาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายอาวุโส อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ โพสต์เฟซบุ๊กระบุ เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯ ไว้เป็นการเฉพาะ

น่าสงสารประเทศไทย ผิดหวัง สส.ที่ร่วมลงมติ แม้จะอยู่ฝ่ายค้าน ก็ควรรู้ว่าเมื่อไรต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง พร้อมแนะ ให้ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

มีนักวิชาการด้านกฎหมายหลายคนกดไลก์ และแชร์ความเห็น ดังกล่าว รวมถึง นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ พร้อมงัดข้อกฎหมายแย้งว่า การเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้รัฐสภามีมติเห็นชอบเพื่อดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ประกอบมาตรา 272

ส่วนข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 หมวดเก้า การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ แยกไว้เป็นการเฉพาะ โดยผู้ถูกเสนอชื่อต้องมี สส.ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ

โดยที่ มาตรา 157 มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับฯ หมวด 9 ไม่ปรากฏคำว่า “ญัตติ” ขณะที่การเสนอญัตติทั่วไป ข้อ 29 ตามข้อบังคับฯ ต้องมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสิบคน เป็นการแยกแยะความแตกต่างและความสำคัญของ 2 เรื่องนี้ออกจากกันชัดเจน

นายโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อดีตอาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทำไมรัฐสภาอาจหาญลงมติให้ใช้ ข้อบังคับที่ขัดแย้งรัฐธรรมนูญได้อย่างเปิดเผย เต็มภาคภูมิ แล้วจะให้สอน วิชารัฐธรรมนูญได้อย่างไร

นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ คนสอนกฎหมายพูดไม่ออกกับการลงมติของรัฐสภา คงมีแต่ประเทศไทย ที่อ้าง “กฎเกณฑ์ที่ไม่ใช่กฎหมาย” อย่าเอาข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไปใหญ่เหนือกว่า “กฎเกณฑ์ที่เป็นที่กฎหมายสูงสุด” อย่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากการบิดเบือนกฎหมายที่กระทบต่อการเรียนการสอนด้านกฎหมาย ยังมีผลสะเทือนได้เกิดขึ้นในทันทีแล้ว ตามที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้าระบุว่า มติดังกล่าวกระทบถึงการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยด้วย

และทำให้ สว. รวมถึงภูมิใจไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ มีอำนาจต่อรองกับเพื่อไทย หากยังเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯโดยที่ยังมีก้าวไกลร่วมรัฐบาลก็จะไม่โหวตให้ จะทำให้ 8 พรรคไม่กล้าเสี่ยง จะแบกก้าวไกลอีกต่อไป

ไม่ต่างจากที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า จะเป็นผลเสียต่อบ้านเมือง และจะส่งผลต่อการเสนอชื่อนายกฯ ของเพื่อไทยในครั้งต่อไป หรือมีโอกาสเปิดช่องให้มีนายกฯ จากพรรคอื่น หรือคนนอก

ด้านนายมุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มติที่ออกมาขัดหลักการพื้นฐานทำให้เกิดผลแปลกประหลาดมาหลายเรื่อง ในทางกฎหมายทำให้เห็นว่าข้อกำหนดในข้อบังคับฯ ใหญ่กว่าหลักการในรัฐธรรมนูญ เหมือนบอกว่าไม้จิ้มฟันใหญ่กว่า ท่อนซุง ทั้งที่เห็นกันอยู่แล้วว่าไม้จิ้มฟันเล็กกว่า

ผลทางการเมือง หมายความว่าแม้มีการเสนอชื่อคนอื่นก็จะเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ในสมัยประชุมสภาเดียวกัน และจะเกิดผลทางการเมืองที่แปลกประหลาด คาดเดาไม่ได้ ต้องรอดูสัปดาห์ต่อไป แต่เดาได้ว่าคนที่หยิบยกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าคำตอบทางกฎหมายคืออะไร มีเป้าประสงค์ทางการเมือง

ตามหลักกฎหมายข้อบังคับการประชุมที่ 41 ไม่ได้บังคับใช้ในวาระโหวตนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญเพราะการเลือกนายกฯ เป็นเรื่องของการตั้งฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งตามรัฐธรรมนูญ และโดยระบบการเมืองไทยเป็นระบบรัฐสภา รัฐบาลผสมถือเป็นเรื่องปกติ มีการเจรจาต่อรองกันอย่างที่เห็น

ฉะนั้นการที่หัวหน้าพรรคคนหนึ่งหรือว่าแคนดิเดตนายกฯ ถูกเสนอชื่อซ้ำจึงควรเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภา

จากที่ดูความเห็นนักกฎหมาย ยังไม่เห็นมีใครเห็นว่าสามารถกระทำขัดรัฐธรรมนูญได้ คือไม่มีใครเห็นว่าเป็นญัตติที่ห้ามเสนอซ้ำในสมัยประชุมสภา ซึ่งเป็นความเห็นสอดคล้องกันในหมู่นักกฎหมาย

สิ่งที่ตีความกันเมื่อ 19 ก.ค. ไม่ถูกต้องตามหลักกฏหมาย ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็คงเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีผู้ไปยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ นอกจาก นายพรชัย เทพปัญญา นักวิชาการอิสระ ที่ไปยื่นพร้อมนายบุญส่ง ชเลธร อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ที่เข้ายื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินยังมีนายศรีสุวรรณ จรรยา ส่วน พล.ต.อ.เสรี พิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เตรียมยื่นร้อง 26 ก.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน