คอลัมน์บุ๊กสโตร์ หนังสือพิมพ์ข่าวสด และสำนักพิมพ์มติชน ชวนย้อนทบทวนห้วงยามเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนไม่ผ่านในเส้นทาง ประชาธิปไตยของไทยในเล่ม “ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” โดย “ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์”
เล่าถึงเส้นทางการเมืองไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในปี 2475 ซึ่งเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความมุ่งหวังที่จะก่อร่างและลงหลักปักฐานระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ยอมรับกันว่าชอบธรรมในระดับสากล แต่กลับล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” นำเสนอเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย 4 ครั้งสำคัญของไทย จากปี 2475-2560 เพื่อตอบคำถาม เหตุใดไทยจึงไม่อาจสถาปนาและจรรโลงประชาธิปไตยให้มั่นคงได้ ทั้งที่ได้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง พร้อมเปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของตัวแสดงทางการเมือง ทั้งชนชั้นนำ กลุ่มเคลื่อนไหว และพลังฝ่ายอนุรักษนิยม
ชวนมาขมวดประเด็นสำคัญว่าในวังวนอันวนลูปของประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมา มีช่วงยามแห่งการเปลี่ยนผ่านกี่ครั้ง และชวนเดินทางไปขบคิดกับบางแง่มุมเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบ ต่อกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย ที่เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ฉายให้เห็นว่าทำไมเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยยังไงก็ยัง “เปลี่ยนไม่ผ่าน” อยู่ดี

● เส้นทาง “เปลี่ยนผ่าน”
การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย 4 ครั้งของไทย
ชี้ชวนให้เห็นเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย 4 ครั้งสำคัญ ของไทยจากปี 2475-2560 โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะดังนี้
● การเปลี่ยนผ่านจากข้างบน
การเปลี่ยนผ่านจากข้างบน หรือบทบาทของชนชั้นนำเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนผ่านเป็นหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่าน 2 ครั้งคือ
24 มิถุนายน 2475 : การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยครั้งแรกของไทย เริ่มขับเคลื่อนโดยกลุ่มชนชั้นนำใหม่ที่เรียกว่า “คณะราษฎร” ซึ่งเติบโตมาจากระบบราชการ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการทหารและพลเรือน เป้าหมายเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และจัดรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภา โดยทำการปฏิวัติ เปลี่ยนจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญ ให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 : การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดหลังการรัฐประหาร 2549 กลุ่มคณะรัฐประหารเปลี่ยนผ่าน จากระบอบเผด็จการทหารที่คุมอำนาจ เป็นรัฐบาลอยู่สู่รัฐธรรมนูญปี 2550 โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกติกาทางการเมือง ซึ่งร่างโดยตัวแทนแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2549 นั่นเอง
● การเปลี่ยนผ่านโดยมวลชน
การเปลี่ยนผ่านในลักษณะนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านโดยบทบาทของพลังมวลชน ที่ขับเคลื่อนหรือเคลื่อนไหวเป็นหลัก โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่
14 ตุลาคม 2516 : การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมวลชนส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่ม “ปัญญาชน” เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งขบวนการในครั้งนั้น นำไปสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเวลาต่อมาได้สำเร็จ
พฤษภาคม 2535 : เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2535 เกิดการต่อต้านการสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพ โดยมวลชนส่วนนี้ส่วนมากเป็นชนชั้นกลางที่ออกมาเคลื่อนไหว และนำไปสู่การเรียกร้องในการเปลี่ยนกติกาทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ในเวลาต่อมา
● เส้นทาง “เปลี่ยนไม่ผ่าน”
● ปัญหาที่กระทบต่อกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย
จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ทั้งหมด 4 ครั้งที่กล่าวมาข้างต้น ดำเนินและเกิดขึ้น หากแต่กลับประสบกับความล้มเหลว และไม่สามารถ ปักหมุดของระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ได้ นำไปสู่การออกจาก “กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย” อันเนื่องมาจากการรัฐประหาร การต่อสู้ของพลังอนุรักษนิยม ตลอดจนปัญหาที่กระทบต่อกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย ตามช่วงเวลาสำคัญ 4 ช่วง ซึ่งผู้เขียนขมวดประเด็นไว้ ดังนี้
● ช่วง 2475-2490 (อยู่ในกระบวนการสู่ประชาธิปไตย 15 ปี 4 เดือน)
ช่วงยามของการเกิดขึ้นใหม่ของระบอบประชาธิปไตยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ช่วงยามนี้นับว่ามีเหตุการณ์และเรื่องราวซึ่งเป็นปัจจัยของการไม่ตั้งมั่นของประชาธิปไตยไทยอยู่หลายแง่ ทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ และที่สำคัญคือการแย่งชิงอำนาจของชนชั้นนำและการต่อสู้กันระหว่างระบอบใหม่-เก่าที่ดำเนินต่อมาอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยต้องสิ้นสุดลงในที่สุดที่เวลา 15 ปี 4 เดือน
● ช่วง 2516-2519 (อยู่ในกระบวนการสู่ประชาธิปไตย 3 ปี)
ช่วงเวลานี้สอดคล้องกับความขัดแย้งและการแบ่งขั้วอุดมการณ์ของการเมืองโลกยุคสงครามเย็นระหว่าง โลกเสรีและฝ่ายคอมมิวนิสต์ การแบ่งขั้วทางอุดมการณ์ “ฝ่ายซ้าย” และ “ฝ่ายขวา” รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบ การปกครองในประเทศอินโดจีนที่พรรคคอมมิวนิสต์ ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยเฉพาะการล้มเลิกระบอบกษัตริย์ในลาว ปี 2518 ทำให้แนวพรมแดนด้านตะวันออกทั้งหมดของไทยประชิดอยู่กับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ สร้างความหวาดกลัวของพลังฝ่ายขวาต่อกระแสคอมมิวนิสต์ เกิดการรวมกลุ่มของพลังฝ่ายขวาหลายกลุ่มที่ลุกขึ้นมาปราบปรามและต่อต้านผู้ชุมนุมที่ขับไล่การกลับเข้าประเทศ ของจอมพลถนอม กิตติขจร ภายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหาร เป็นอันส่งผลต่อกระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยสิ้นสุดลง
● ช่วง 2540-2549 (อยู่ในกระบวนการสู่ประชาธิปไตย 8 ปี 9 เดือน)
ช่วงยามของการเมืองหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจของไทย และเป็นช่วงที่ กองทัพถอยห่างออกจากการเมืองมากที่สุด หลังการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการประชาธิปไตยหลังพฤษภา 35 แต่กระบวนการประชาธิปไตยก็ต้องสิ้นสุดลงด้วยการรัฐประหารปี 2549 อีกครั้ง โดยเริ่มจากออกมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยมวลชนกลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างถึง การทำงานไม่โปร่งใสของรัฐบาลรวมถึงปัญหาของกลไกการตรวจสอบรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่ โอกาสในการเข้าแทรกแซงอำนาจทางการเมืองโดยกองทัพ กระบวนการสู่ประชาธิปไตย จึงเกิดการชะงักขึ้นอีกครั้ง
● ช่วง 2550-2557 (อยู่ในกระบวนการสู่ประชาธิปไตย 6 ปี 8 เดือน)
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงยามของการเมืองไทยที่ต่อเนื่องมาจากความตึงเครียดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 เกิดความขัดแย้งของฝ่ายการเมือง 2 ขั้ว และต่อมาเกิดการต่อต้านรัฐบาลและการเลือกตั้งโดยอ้างถึงการคอร์รัปชั่น ความไม่โปร่งใสของรัฐบาลในครั้งนั้น สู่วิกฤตทางการเมืองการเลือกตั้ง และเกิดการแทรกแซงโดยการรัฐประหาร (คสช.) ในท้ายที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นนำไม่ต้องการจรรโลงประชาธิปไตยให้ยั่งยืนและยอมรับบทบาททหารเข้าแทรกแซงการเมืองไทย
ประชาธิปไตยไทยก็ล้มลุกคลุกคลานต่อมานับจนวันนี้
บทเรียนที่ผ่านมาบอกอะไรกับเรา เส้นทางประชาธิปไตยไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เมื่อไหร่จะปักหมุดตั้งมั่นในสังคมของเราได้
ชวนทบทวนทุกเส้นทางที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้ากันต่อกับหนังสือเล่มนี้
“ประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น” โดย “ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์”
ตีแผ่ วิเคราะห์ และวิพากษ์เส้นทางประชาธิปไตยไทยอย่างเข้มข้นในหลากแง่หลายมุม
คลิกเลย : https://bit.ly/3a6Ogtf