เป็นอันว่าพรรคก้าวไกล โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและบุคคลที่พรรคเสนอชื่อให้รัฐสภาพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถ ดำเนินการต่อไปได้
แม้ชนะการเลือกตั้งมาเป็นลำดับที่หนึ่ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งสิ้นจำนวน 151 คน และรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม
แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภา ในครั้งแรก ก็ไม่สามารถผ่านความเห็นชอบเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภาได้
อีกทั้งการเสนอชื่อในครั้งที่สองก็ถูกขัดขวางไม่ให้มีการลงมติ นอกจากนี้ ยังถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ซึ่งยากที่จะดำเนินการต่อได้
พรรคก้าวไกลจึงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และเป็นพรรคการเมือง ที่มีคะแนนเสียงเป็นลำดับที่สองให้ดำเนินการต่อ
พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ว่าจะเร่งแสวงหาเสียงสนับสนุนมาเพิ่มเติม ทั้งจากพรรคการเมือง อื่นและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้มีเสียงเพียงพอ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้จงได้
ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมและขอความสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าจะมีผลสรุปได้ก่อนการประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 27 กรกฎาคมนี้
ดังนั้น จึงต้องมีความรอบคอบและมั่นใจ ว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพื่อบริหารประเทศต่อได้ หลังสะดุดลง และทำให้เกิดสุญญากาศ ซึ่งทำให้บ้านเมือง สูญเสียโอกาสเพราะว่างเว้นผู้นำ
เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ตลอดจน องคาพยพอื่นๆ ต่างเรียกร้องให้มีรัฐบาลอย่างเป็นทางการโดยเร็ว เพราะมีปัญหาต่างๆ ที่จะต้องแก้ไขและสานต่อเป็นจำนวนมาก
ยิ่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้เร็วเท่าใด และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถและเหมาะสมเร็วขึ้น ตลอดจนออกนโยบายเร่งด่วนทำทันทีก็ยิ่งจะเป็นโอกาส
ดังนั้น การดำเนินการของพรรคเพื่อไทยจึงต้องประสานทุกฝ่ายให้เกิดความเป็นจริงขึ้นโดยเร็ว เพราะเวลาของประเทศชาติไม่สามารถทิ้งช่วงและ รอคอยได้อีกแล้ว
จริงอยู่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจมีความ ไม่พึงพอใจกับบางฝ่าย แต่บ้านเมือง ต้องเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญต้องยึดถือประโยชน์ และความคาดหวังของประชาชน เป็นสำคัญ