พรรคเพื่อไทยแสดงบทบาทในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคก้าวไกลไม่สามารถดำเนินการต่อได้ แม้รวบรวมเสียงได้ถึง 312 เสียง แต่เมื่อโหวตในรัฐสภาก็ไม่ผ่าน
ตามแถลงการณ์แนวทางของพรรคเพื่อไทยคือแสวงหาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นเพิ่มเติม รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้
ขั้นตอนที่ดำเนินไปช่วงวันหยุดต่อเนื่องกัน ได้แก่การเชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลขั้วเดิมมาหารือ แม้บางพรรคจะมีปฏิกิริยาจากประชาชนว่าไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม
แต่การเมืองในระบบรัฐสภาก็ต้องเดินไปในแนวทางนี้ ต้องมีรัฐบาลร่วมจากหลายพรรค เนื่องจากผลการเลือกตั้งออกมาว่าไม่มีพรรคการเมืองใดได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองอื่นที่เชิญมาหารือ ต่างแสดงจุดยืนว่าไม่ต้องการร่วมทำงานด้วย ถ้าหากว่ายังมีบางพรรคอยู่ร่วม โดยอ้างเงื่อนไขบางประการ
ขั้นตอนจากนี้ไป ก็คงจะเดินสายขอความสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องได้คำตอบสุดท้ายก่อนวันประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหนที่สอง
พรรคเพื่อไทยคงจะแจ้งผลการดำเนินการว่าในที่สุดแล้วเป็นอย่างไร สามารถรวบรวมเสียงได้พอโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้หรือไม่
ภายใต้เงื่อนไขเพื่อให้ประเทศชาติ เดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องว่างเว้นรัฐบาลทางการเนิ่นนานเกินไป และอาจมีบางพรรคในขั้ว 8 พรรคเดิมไม่ได้อยู่ร่วม ซึ่งพรรคไทยต้องชี้แจงให้ชัดเจน
บางคนกล่าวว่าตอนเลือกตั้งประชาชนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อผลออกมาแล้วสภาผู้แทนราษฎรคือผู้ตั้งรัฐบาลให้สอดคล้องกับเสียงของประชาชน
แต่เป็นที่ทราบกันดีและรู้กันโดยทั่วไปว่าในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สภาผู้แทนมิอาจกระทำได้เพียงฝ่ายเดียว
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ 8 พรรคนำโดยพรรค ก้าวไกลไม่สามารถฝ่าด่านตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จคือเสียงจากสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ให้ความเห็นชอบตามเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชน มีส่วนร่วมกำหนดแนวทางทางการเมืองนั้น ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อยู่แล้ว แต่ที่ต้องตระหนักคือปัญหาและอุปสรรคการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ เกิดจากมือของใครด้วย?