realme แบรนด์สมาร์ตโฟนเพื่อคนรุ่นใหม่เติบโตเร็วที่สุดในโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ AIoT ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสมาร์ตโฟน และอุปกรณ์เทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ที่คุ้มค่าทั้งสเป๊ก คุณภาพ และงานออกแบบระดับพรีเมียม เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในระดับราคาที่ทุกคนซื้อหาได้

บริษัทก่อตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อปีค.ศ.2018 โดย Sky Li ภายใต้แนวคิด “Dare to Leap” ปัจจุบัน realme เป็นบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนใหญ่อันดับ 7 ของโลก และสามารถเติบโตจนติดกลุ่ม 5 อันดับ แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำใน 18 ประเทศทั่วโลกภายในเวลาเพียง 2 ปี

ไตรมาสที่ 2 ของปีค.ศ.2021 realme ขยายตลาดมากถึง 61 ตลาด ทั้งในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ยุโรป รัสเซีย ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา

หากกล่าวถึงหนึ่งในสมาร์ตโฟนระดับราคาหมื่นต้นถึงหมื่นกลางที่จัดจ้านที่สุดในวันนี้คงหนีไม่พ้น realme 11 Pro Series 5G ที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการทำเอาหัวลำโพงเกือบแตก

สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายในทุกช่องทางตั้งแต่เริ่มวางจำหน่าย เนื่องด้วยความจัดจ้านดึงดูดความสนใจของผู้คนต่อ realme 11 Pro 5G โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับทุกรุ่นก่อนหน้า

ทำให้ realme 11 Pro 5G เป็นหนึ่งในมือถือที่คุ้มค่าที่สุดในราคาเดียวช่วงหมื่นต้นๆ ของปีนี้

สําหรับ 7 ฟีเจอร์สุดปังที่ทำให้ realme 11 Pro 5G คุ้มสุดในเซ็กเมนต์ของปี 2023 ได้แก่ การเป็นรุ่นเดียวในตลาดที่มาพร้อมกล้องซูม OIS Prolight ความละเอียด 100 ล้านพิกเซล (MP) เป็น รุ่นแรกของโลก

รองรับเอาต์พุตโดยตรง 100 MP พร้อม 2X In-sensor Zoom ล้ำสมัย ซูมได้คมชัดกว่าการซูมแบบดิจิตอล ทำให้แต่ละพิกเซลมีส่วนร่วมในการถ่ายภาพ จึงได้ภาพถ่ายชัดเจนที่สุด เพื่อถ่ายภาพความละเอียดเต็มรูปแบบ ไม่ว่าการถ่ายระยะใกล้แบบ Portrait หรือถ่ายภาพทิวทิศน์ระยะไกลก็ไม่สูญเสียรายละเอียด เทียบกับรุ่นอื่นๆ มีกล้องความละเอียดสูงสุดอยู่เพียง 64 MP เท่านั้น

ฟีเจอร์ถัดมา Street Mode 4.0 ช่วยยกระดับการถ่ายภาพผ่านความร่วมมือกับ Lonely Planet นิตยสารคู่มือสำหรับนักเดินทางชื่อดัง

ผู้ใช้สามารถแต่งภาพด้วยลายน้ำจาก Lonely Planet พร้อมฟิลเตอร์หลากรูปแบบ (Cinematic, Crisp และ Tranquil) สร้างสรรค์ภาพถ่ายตามจินตนาการได้ง่ายดายในขั้นตอนเดียว

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ realme ยังเป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผ่านแคมเปญ Zoom in Thailand

เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสฟังก์ชันการซูมที่มีประสิทธิภาพจาก realme 11 Pro Series 5G ให้ผู้ใช้ได้พบกับความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในประเทศไทยและสนุกสนานในการเดินทางมากยิ่งขึ้น

ที่อดกล่าวถึงไม่ได้คือ งานดีไซน์ตัวเครื่องที่สวยงามหรูหราเกินหน้าเกินตาคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน ด้วยฝีมือของอดีตนักออกแบบสิ่งพิมพ์จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Gucci ประเทศอิตาลี

ใช้วัสดุหนัง Lychee Vegan Leather เนรมิตให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องประดับที่สร้างความโดดเด่นให้ผู้ใช้ ทั้งการใช้วัสดุฝาหลังแบบหนังยังช่วยปกป้องลายนิ้วมือได้เป็นอย่างดี

ถัดมาเป็นฟีเจอร์ถนอมสายตาเรียบเนียนที่สุดครั้งแรกของโลก เพราะระบบปรับความสว่างอัตโนมัติได้ถึง 20,000 ระดับ และมอบความถูกต้องแม่นยำของสีในทุกสภาวะแสงด้วยเทคโนโลยี pulse-width modulation (PWM) ความถี่ 2,160 เฮิร์ตซ์ (Hz)

มอบประสบการณ์การมองที่สบายตา ตอบโจทย์สำหรับผู้ชอบเล่นสมาร์ตโฟนระหว่างปิดไฟก่อนเข้านอนเป็นอย่างมาก ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เกินหน้าเกินตาสมาร์ตโฟนคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกันแบบไร้คู่แข่ง

ถ้าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ จอภาพสมาร์ตโฟนก็เหมือนหน้าต่างที่เปิดประสบการณ์การใช้งานให้ผู้ใช้

realme 11 Pro 5G มาพร้อมจอภาพคุณภาพสูงแบบขอบโค้งมน (Curved screen) ขนาด 6.7 นิ้ว แบบ AMOLED ความละเอียดสูงสุด 1,080 x 2,412 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 394 พิกเซลต่อตารางนิ้ว (PPI) บนอัตราส่วนภาพแบบ 20:9 มีสัดส่วนพื้นที่หน้าจอต่อตัวเครื่องถึงร้อยละ 90.4

รองรับเทคโนโลยีภาพ HDR10+ และความถี่สูงสุด 120 Hz ทั้งรุ่น Pro และ Pro+ รับประกันให้การใช้งาน รับชมคอนเทนต์ ต่างๆ และเล่นเกมสามารถทำได้อย่างไหลลื่นไม่แพ้รุ่นเรือธงทุกตัวในตลาด

realme 11 Pro 5G มาพร้อมระบบชาร์จเร็วขนาด 67 วัตต์ (W) แบบ SUPERVOOC Charge สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 5,000 มิลลิแอมป์ต่อชั่วโมง (mAh) เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายใน 47 นาที ค่อนข้างเร็วกว่าสมาร์ตโฟนทั่วไป แม้จะไม่เร็วที่สุดในวงการก็ตาม

ขุมพลัง realme 11 Pro 5G มาจากชิพ Dimensity 7050 ของค่าย Mediatek จากไต้หวัน สร้างขึ้นจากสถาปัตยกรรมการผลิตขนาด 6 นาโนเมตร (nm) ภายในประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียูแบบ 8 คอร์ (Octa-core) และหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ จีพียูรุ่น Mali-G68

ซีพียูภายในชิพ Dimensity 7050 แบ่งเป็น 2 คลัสเตอร์ ได้แก่ Cortex-A78 ความถี่สัญญาณนาฬิกา 2.6 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) จำนวน 2 คอร์ และ Cortex-A55 ความถี่ 2.0 GHz จำนวน 6 คอร์

ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 13 จากค่ายกูเกิ้ล สหรัฐอเมริกา รองรับสัญญาณการสื่อสารแบบ 3G/4G/5G สัญญาณบลูทูธ 5.2 และ Wi-Fi 6 พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยแบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือผ่านจอภาพ

realme 11 Pro 5G นำเสนอรุ่นหน่วยความจำแรม (RAM) และความจุข้อมูลภายในแบบ 8/256 กิกะไบต์ (GB) ตามลำดับ โทนสี Sunrise Beige และ Astral Black สนนราคาที่ 12,999 บาท (ช่องทางการสั่งซื้อ : https://bit.ly/43uUSsh)

ผู้สนใจสามารถมาทดลองสัมผัสและ ใช้งานตัวเครื่องจริงได้ที่ realme Brand Shop และศูนย์ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้แล้ววันนี้

ทีมข่าวสดไอที
ภาพ – เรียลมี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน