ประชาชาติธุรกิจ เปิดเวที ESG : Game Changer ดึงบริษัทบิ๊กเนมชูวิสัยทัศน์ดูแลสิ่งแวดล้อม ธปท.ผุดสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ไทยเบฟ ชูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ปตท.ปักหมุดขยายธุรกิจด้านสุขภาพ

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา ESG : Game Changer จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ว่า ภาคการเงินจะเป็นตัวกลางช่วย ให้ภาคธุรกิจปรับตัวไปสู่การคำนึงสิ่งแวดล้อม และต้องคำนึงถึงเวลาและความเร็ว ต้องไม่ช้าเกินไปเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ และไม่เร็วเกินไปจนระบบเศรษฐกิจปรับตัวได้ทัน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย สู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (เน็ตซีโร่) ในปี 2573 และสู่ความ เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593

“สถาบันการเงินสามารถประเมินสถานะพอร์ตของตัวเองได้ว่าเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมระดับใด ที่ผ่านมา ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมกันตั้งคณะทำงานไทยแลนด์ แท็กโซโนมี่ขึ้นมา และจะกำหนดให้เหมาะสมกับบริบทของไทย โดยเริ่มจัดกลุ่มพลังงานก่อนซึ่งมีอยู่ 100 ล้านบาท หลังจัดแท็กโซโนมี่แล้ว จะถูกแบ่งเป็น สินเชื่อแก่ธุรกิจพลังงานโซลาร์ 20 ล้านบาทเป็นสีเขียว และสีเหลือง คือสินเชื่อแก่ธุรกิจพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนแล้ว 30 ล้านบาท และสีแดงสินเชื่อแก่ธุรกิจพลังงานฟอสซิล 50 ล้านบาท ตอบโจทย์ปรับตัว สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน”

เปลี่ยนเกม – น.ส.ปานบัว บุนปาน กก.ผจก.เครือมติชน พร้อมด้วยนายฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ ไทยเบฟ, นายดิษทัต ปันยารชุน ซีอีโอ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก, นายปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอ ทีเอ็มบีธนชาต, ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กก.ผจก.เอ็กซิม แบงก์, นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ซีอีโอ กลุ่มบางจาก, ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองปธ.อาวุโส กลุ่มไทยซัมมิท, นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กก.ผจก.ใหญ่ เอสซีจี, ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กก.ผจก.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ และผู้บริหารมติชน-ข่าวสด-ประชาชาติธุรกิจ ร่วมงานสัมมนา ‘ESG Game Changer #เปลี่ยนให้ทันโลก’ ในโอกาสสู่ปีที่ 47 น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ ที่สามย่าน มิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มองการทำเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากแต่ละบุคคลและแต่ละองค์กรช่วยเหลือกัน จึงจะสำเร็จได้ ไม่ใช่เพียงธุรกิจหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ตามแนวคิดสังคมอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ เช่น การส่งเสริมความ หลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต่างๆ การขยายกลุ่มสินค้าเครื่องดื่มสุขภาพ- ไร้น้ำตาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนในสังคม รวมถึงการสร้างความ ร่วมมือกับซัพพลายเชนของธุรกิจเครื่องดื่มตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ซัพพลายเออร์และอื่นๆ เพื่อพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้า รถไร้คนขับ และเร่งพัฒนาทักษะบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ กล่าวว่า สภาพอากาศที่อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไป กระตุ้นให้การดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน ซึ่งโออาร์มองเป็นโอกาสมากกว่าเป็นอุปสรรค ทำให้บริษัทมีธุรกิจในมุมใหม่เพิ่มขึ้น โดยภายใน 3 เดือนนับจากนี้โออาร์เตรียมขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเฮลท์แอนด์เวลเนส บิวตี้ เป็นธุรกิจเป้าหมายใหม่ที่บริษัทกำลังมองหาผู้ประกอบการพันธมิตรเข้ามาดำเนินธุรกิจร่วมกัน

“โออาร์ใช้โมเดล 80:20 ซึ่งเป็นการกำหนดสัดส่วนของการเข้าร่วมธุรกิจที่โออาร์จะเข้าไปถือหุ้นแค่ไม่เกิน 20% เท่านั้น และในอีก 80% จะเป็นผู้ประกอบการพันธมิตร เพื่อให้สามารถประคับประคองและดูแลผู้ประกอบการอื่นได้ แต่ไม่ได้ดึงสัดส่วนของผลประกอบการมาทั้งหมดเพื่อการเติบโตร่วมกัน ภายใต้แนวคิดที่โออาร์จะเป็นผู้ให้โอกาสเอสเอ็มอีและธุรกิจชุมชน โดยจะปรับให้ การทำธุรกิจเป็นออนไลน์ 50% ให้สามารถเข้าไปใกล้ชิดกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น”

นอกจากนี้ โออาร์ยังได้พัฒนาซูเปอร์แอพพลิเคชั่น xplORe เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ปตท. มีกำหนดการเปิดตัววันที่ 18 ส.ค.นี้ เป็นมาร์เก็ตเพลสให้ผู้ประกอบการเข้ามาขายของฟรี เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนและสังคม

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวว่า หน้าที่ของแบงก์วันนี้ ไม่ใช่แค่ปล่อยกู้หรือรับเงินฝากอีกต่อไป แต่คือการเป็นเพลย์เมกเกอร์ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียวออกมานำเสนอ ช่วยหนุนให้ธุรกิจปรับตัวสู่ ESG เอ็กซิมแบงก์ตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่สร้างสังคมเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 และตั้งเป้าขยายสินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 50% ของพอร์ตในปี 2571 และอยากให้ทุกสถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์สีเขียว ออกมาอีกมากๆ เพื่อช่วยเอสเอ็มอี 3.2 ล้านราย สามารถปรับตัวได้

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ขณะนี้ต้องยอมรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน โดยส่วนตัวมีความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง เรื่อง ESG จึงมีความสำคัญเป็นโอกาสของธุรกิจ ถ้าองค์กรทำได้เร็ว ทำได้หนักแน่น และสามารถเป็นผู้นำในเซ็กเตอร์ จะส่งผลให้ ขายของได้ มองหน้าผู้อื่นได้ และดึงดูดพนักงานเก่งๆ ได้ ส่วนในระยะยาวมีความเป็นห่วงเรื่องสังคมผู้สูงอายุสูงขึ้น คนวัยทำงานน้อยลง การจับจ่ายใช้สอยในประเทศจะลดลงตามไปด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน