นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย เดือนมิ.ย. 2566 ว่า มีจำนวนนิติบุคคลจัดตั้งกิจการใหม่ จำนวน 343 ราย ลดลง 2.6% และปิดกิจการ จำนวน 95 ราย เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน
โดยธุรกิจที่น่าจับตามองคือ การขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมทั้ง คนโดยสาร เนื่องจากมีการเปิดกิจการใหม่ 163 ราย คิดเป็น 47.5% ของกิจการเปิดใหม่ทั้งหมด เติบโตลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับ เดือนเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนการเปิดกิจใหม่ รองลงมาคือการขนส่งสินค้าอื่นๆ ทางถนน คิดเป็น 17.2% เติบโตเพิ่มขึ้น 13.5% และตัวแทนดำเนินพิธีศุลกากร คิดเป็น 12.2% มีอัตราเติบโต ลดลง 6.7%
“ในเดือนมิ.ย. 2566 นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ มีมูลค่าลงทุนรวม 4,355 ล้านบาท คิดเป็น 12.58% ของการลงทุนโลจิสติกส์รวมทั้งหมดในไทย ชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และหมู่เกาะบิติชเวอร์จิ้น ตามลำดับ”
สำหรับธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ กิจกรรมการดำเนินงานเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าเรือ คิดเป็น 30.4% ของการลงทุนในกลุ่มโลจิสติกส์ในไทย โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 1,324 ล้านบาท รองลงมาคือ กิจกรรมการบริหารจัดการด้านการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า คิดเป็น 13.7% โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 596 ล้านบาทและกิจกรรมของตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของ คิดเป็น 13.2% โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 574 ล้านบาท
“ขณะนี้ธุรกิจโลจิสติกส์เริ่มมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากปรากฏการณ์ เอลนีโญที่คาดว่าจะทำให้เกิดภัยแล้งตั้งแต่ปี 2566-2571 อาจทำให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ล่าสุดยังทำให้ปริมาณน้ำในคลองปานามาซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญทั่วโลกลดระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี หากลดลงต่อเนื่องอาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยโดยตรง และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนการขนส่ง และป้องกันการส่งออกหยุดชะงัก”นายพูนพงษ์กล่าว