พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ทำงานในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยมายาวนานน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และเศรษฐกิจฐานราก
ถ้าเคารพเสียงประชาชนก็จะเห็นความชอบธรรมที่ พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จก็ต้องเคารพกติกาและให้เกียรติพรรคอันดับถัดไป ถือว่าเหมาะสมที่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ตามเสียงประชาชน
ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องประสบวิกฤตโควิด และวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องล้มลุกคลุกคลานและปรับตัวมาตลอด เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด และปากท้องของประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

ถ้าเคารพเสียงประชาชนก็จะเห็นความชอบธรรมที่พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ดังนั้นรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องแก้เรื่องใหญ่คือ เศรษฐกิจและปากท้อง ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยเติบโตได้ทั้งในและนอกประเทศ
สมาพันธ์มีข้อเสนอ 5 ประเด็นให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ
1.ออกมาตรการผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นให้ขยายตัวมากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีมีสัดส่วนรายได้สูงขึ้น 2.ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุน
3.แก้ปัญหาต้นทุนสูงให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และค่าครองชีพสูงให้กับประชาชน โดยเฉพาะต้นทุนค่าเชื้อเพลิง 4.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีและภาคแรงงานแบบคู่ขนาน
5.แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้เอสเอ็มอี เช่น พ.ร.บ.หลักประกันธุรกิจ ที่อนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันธุรกิจได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศไทยมีผู้ประเมินทรัพย์สินทางปัญญาเพียงพอหรือไม่