การโหวตนายกฯ 4 ส.ค.ต้องเลื่อนออกไป โดยมีแนวโน้มได้เลือกนายกฯ อีกครั้งปลาย ส.ค.
ช่วงเวลาที่ทอดยาวทำให้สังคมจับตาการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้แกนนำของเพื่อไทย หลังประกาศ แยกทางพรรคก้าวไกล จะสำเร็จหรือไม่

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

เพื่อไทยใช้เกมเร็วเพราะคิดว่าเลือกนายกฯ 4 ส.ค.แล้วจบ คิดว่าทำอย่างไรให้ได้เสียงเลยปล่อยมือจากพรรคก้าวไกล จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเลือกนายกฯก่อนแล้วค่อยตั้งรัฐบาล หากยกมือหนุนนายกฯ ก็จะชวนร่วมรัฐบาล

กลยุทธ์แบบนี้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบในเกมสั้นเท่านั้น แต่พอเกมเปลี่ยนศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณาการเสนอชื่อนายกฯ ซ้ำ รัฐสภาเลื่อนวันโหวตนายกฯ ทำให้เกมสั้นของเพื่อไทยใช้ไม่ได้ กลายเป็นเกมยาวกลับสู่ความปกติที่จะรู้ก่อนว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีพรรคใดบ้าง

เมื่อเพื่อไทยปล่อยมือพรรคก้าวไกลจากจุดแข็ง 2 พรรค 292 เสียง เพื่อไทยเหลือแค่ 141 เสียง น้อยกว่าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิม ทำให้เพื่อไทยต้องขึ้นมาอยู่บนกระดาน นับนิ้วว่าหากมีประชาธิปัตย์แล้ว ไม่มีรวมไทยสร้างชาติ กับพรรคพลังประชารัฐ จะได้ 260 เสียง ต้องอาศัยสว. 100 กว่าเสียง เมื่อเป็นเกมยาวอำนาจ ต่อรองก็กลับมาที่สว.อีกครั้ง

วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อเพื่อไทยตอนปล่อยมือก้าวไกลหนักหน่วงพออยู่แล้ว ถ้าต้องดึงลุงมาเติม ก็ยิ่งหนักไปกันใหญ่ เพื่อไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อเป็นเกมยาวเสียงจะไม่ถึง หรือถึงแบบปริ่มๆ ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่รู้ว่าอย่างไร จะเติมเสียงจากพรรค ลุงก็ไม่ได้

กระแสนอกสภาหากเลือกนายกฯ 4 ส.ค.ได้ ความสนใจจะไปอยู่ที่ตัวนายกฯ ครม.ใหม่ นโยบาย แต่เมื่อไม่ได้นายกฯ ก็กลับมาที่ปัญหาวิกฤตศรัทธา เพื่อไทยจึงต้องแก้ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ทั้งวิกฤตศรัทธาและเสียง จัดตั้งรัฐบาล

หากเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุดความเชื่อมั่นของประชาชนคงไม่เสียหายมากขนาดนี้ แต่เพื่อไทยปล่อยมือก้าวไกลเร็วไป ที่จริงต้องมีรอบเจรจาก่อนว่านโยบายปรับลดอะไรได้บ้าง ทำให้คนรู้สึกว่าทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นแค่ละคร

ปัญหาวิกฤตศรัทธาต่อเพื่อไทย ไม่ใช่ปัญหาในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่เป็นปัญหาในขณะนี้เลย ถ้ามีปัญหาเรื่องการยอมรับและไปดึงพรรคลุงเข้ามาก็จะหนักเข้าไปอีก วันนี้เพื่อไทยกำลังเผชิญเรื่องใหญ่หลายเรื่อง กำลังตกที่นั่งลำบาก

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

ผอ.หลักสูตรการเมืองฯ นิด้า

เพื่อไทยอาจเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลได้แต่ก็ต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนจากการฉีกเอ็มโอยู มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าทรยศหักหลังประชาชน ทิ้งมิตรไปคบศัตรูเพราะอยากเป็นรัฐบาล

เมื่อไปร่วมกับอีกขั้วทำให้อำนาจการต่อรองของพรรค เพื่อไทยลดลงมาก เพราะพรรคที่จะเข้ามาร่วมรวมเสียงแล้วมากกว่าเพื่อไทย แต่เมื่อรวมพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาธิปัตย์ 3 พรรคนี้เสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก ยังไม่เพียงพอทำให้ได้นายกฯ ก็ต้องไปขอเสียงสว.เพิ่ม 115 ถึง 120 เสียง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เพื่อไทยจะได้เสียงจากสว.มากขนาดนั้น

ฉะนั้นภายใต้เงื่อนไขนี้จึงไม่มีทางเลือกที่ต้องไปใช้บริการของพรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง และสว.อีก 100 เสียง สิ่งนี้น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้น อย่างไรเพื่อไทยก็ต้องดึงพรรคพลังประชารัฐมาเป็นรัฐบาล จะโดยวิธีการที่เปิดเผยเลย หรือดึงมาภายหลังก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ตอนนี้พยายามเล่นละครต่อว่ายังไม่เอาพรรคพลังประชารัฐเพื่อถนอมน้ำใจประชาชน เพื่อให้มองว่ารักษาสัญญาประชาคมตอนหาเสียงว่ามีลุงไม่มีเรา ช่วงแรกอาจไม่ประกาศอย่างเป็นทางการแต่มีการดีลลับ เพื่ออาศัยเสียงของพลังประชารัฐเติมให้ได้ 376 เสียง พอได้เป็นรัฐบาลแล้วอาจเอามาร่วมภายหลัง

ที่เพื่อไทยบอกหากตั้งรัฐบาลจะทำเร่งด่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยนำเข้าครม.นัดแรก ก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าจะทำ หรือแม้กระทั่งจะนำนโยบายของพรรคก้าวไกล ทั้งการ กระจายอำนาจ การปฏิรูปกองทัพ การศึกษา สมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้าและทลายทุนผูกขาด

เพราะแวดล้อมพรรคเพื่อไทยเต็มไปด้วยทุนผูกขาด คงพูดไปเพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีว่าก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่มี นโยบายบางอย่างที่พรรครัฐบาลนำไปทำ

ปัญหาของพรรคเพื่อไทยวันนี้คือการนำนายทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน โดยยอมทิ้งประชาชน ถ้ายึดกลุ่มประชาชนแล้ว ผูกติดกับพรรคก้าวไกลอย่างมั่นคง สว.ก็จะอ่อนเปลี้ยไปเอง แต่เพื่อไทยจิตใจไม่มั่นคง อยากได้อำนาจโดยเร็วเพื่อนำ นายทักษิณกลับจนต้องตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายอำนาจเก่า

ธีระพล อันมัย

คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

เมื่อแยกจากก้าวไกล ไม้แรกของเพื่อไทยคือการรับงานหนัก เพราะขั้วเดิมประกาศชัดไม่เอาพรรคก้าวไกล การเลื่อนโหวตนายกฯ 4 ส.ค.ยิ่งชัดคือการส่งสัญญาณจากกลุ่มอนุรักษนิยม

จากนี้เพื่อไทยคงลำบากต้องฝ่าหลายด่าน พูดไม่ได้ว่าความเก๋าหรือเจนเวทีของเพื่อไทยจะทำให้การต่อรองตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยดีหรือไม่ และยังนึกไม่ออกจะรวมกับพรรคไหน เพราะคนเลือกเพื่อไทยเพราะยี้พรรค 2 ลุง และรังเกียจประชาธิปัตย์ที่เคยชิงตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

กลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 สว. 250 เสียง องค์กรอิสระอย่าง กกต. พร้อมยื่นเรื่องฟัน ไม่เอื้อให้พรรคที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายรัฐประหารมีอำนาจในสภา รัฐธรรมนูญปี 60 ถูกเขียนมาเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย แต่มีพรรคก้าวไกลขึ้นมาเป็นตัวเล่นอีก จึงต้องเล่น 2 ชั้น เล่นกับเด็กเกิดใหม่ที่มาแรงมากและพรรคที่เป็นปฏิปักษ์

หากเป็นการเมืองปกติแต่ละพรรคไม่ควรพ่วงกัน เป็นเรื่องปกติที่เพื่อไทยและก้าวไกลจะแยกกัน แต่เพราะการเมืองไม่ปกติและรัฐธรรมนูญเลว 2 พรรคนี้จำเป็นต้องจับมือกัน หากไม่ไหวด้วยเงื่อนไขต่างๆ ก็ต้องแสวงหาทางออกจนถึงที่สุด

การตั้งรัฐบาลเพื่อไทยไม่ค่อยมีพลังอำนาจต่อรอง พรรคภูมิใจไทยน่ามีอำนาจต่อรองค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อไทยควรฟังเสียงสังคม พรรคฝั่งรัฐบาลไม่ควรยี้ไปกว่านี้ ควรมีส่วนผสมที่ทำให้ประชาชนหรือคนที่เลือกเพื่อไทยพอรับได้

หรือกรณี 8 พรรคฝั่งประชาธิปไตยจับมือยื้อกันจนสว.หมดวาระ ก็ยื้อได้ แต่ปัญหาคือพรรคภูมิใจไทยและพรรคอื่นๆ ไม่น่าจะอยู่เฉยๆ พวกเขามีสว. 250 เสียงพร้อมสนับสนุน และการยื้อจะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย เกิดงูเห่าขึ้นอีก ที่สำคัญเขายังมีไม้เด็ดที่จะยุบพรรคก้าวไกล

ตอนนี้รัฐบาล 312 เสียง ที่เราคาดหวังคงเป็นไป ไม่ได้แล้ว ที่ได้อาจเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้รูปหล่อหน้าตาดี แต่ขี้ริ้วขี้เหร่ บทเรียนรัฐบาลขี้ริ้วขี้เหร่อย่างรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คือสารตั้งต้นทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 40 ความไม่สมบูรณ์แบบอาจทำให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชนมากขึ้น

พัฒนะ เรือนใจดี

คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

เมื่อเพื่อไทยมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องยอมรับว่าต้องโดนบีบหนักกว่าเดิม เพราะ 188 ขั้วเดิมบวกสว. 250 เสียง สูงมากกว่า 400 เสียง ขย่ม 141 เสียงของ เพื่อไทยให้อยู่ในสภาพตัวเปล่าเล่าเปลือย ส่งผลให้การเลือกนายกฯ 4 สค.ต้องเลื่อนออกไป

การเลื่อนโหวตนายกฯ จุดหลักมาจากการดีลกัน ไม่ลงตัว อาจลงตัวแค่นายเศรษฐา เป็นนายกฯ เพื่อไทยจึงแถลงแยกตัวจากก้าวไกล แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่ขอกันมา รวมถึงพลังประชารัฐ ตกลงกันไม่ได้ ถ้ารู้จะมีดีลต่อ ขอเพิ่ม หรือบีบแบบนี้เพื่อไทยต้องไม่บอกเลิกเอ็มโอยู

เพื่อไทยคงคิดว่าราบรื่น 2 ส.ค.ฉีกเอ็มโอยู 3 ส.ค.เปิดตัวพรรคร่วม 4 ส.ค.เลือกนายกฯ สำคัญถูกหลอกให้บอกเลิกหรือเปล่า เพื่อไทยก็ย่ามใจว่าเสียงมาก ดีลมาหลายรอบทั้งลังกาวี ลอนดอน และมั่นใจ 10 สิงหา นายทักษิณได้กลับ แต่หลัง 2 ส.ค. ทุกอย่างสะดุดเลย

วันนี้จึงกลายเป็นเสียงข้างน้อย หวานอมขมกลืน มีการวิเคราะห์กัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือพรรคพลังประชารัฐ จะขอมากกว่ารัฐมนตรีคือเก้าอี้นายกฯ

การผ่าทางตันเพราะพิธาไปต่อไม่ได้เป็นแค่ข้ออ้างของเพื่อไทย แม้กระทั่งที่บอกว่าจะช่วยผลักดันกฎหมายของก้าวไกล การปฏิรูปกองทัพ สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม หรือตั้งส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ก็พูดเพื่อให้ดูดี

ยอมรับว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ถ้ายังมีก้าวไกล หรือจะทอดเวลา 10 เดือนในทางการเมืองก็ไม่ควร บ้านเมืองต้องมีรัฐบาล มีนายกฯ เพียงแต่การเดินเกมด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ การให้เกียรติพรรคที่เคยร่วมกันมาสำคัญกว่า

ส่วนสูตรรัฐบาลของเพื่อไทยยังไม่รู้ว่าใครจะเป็น นายกฯ แต่มีพรรคพลังประชารัฐร่วมด้วยแน่ เพราะมีผลต่อการโหวตของสว. เพียงแต่พล.อ.ประวิตร จะเป็น นายกฯหรือไม่

เพื่อไทยเดินเกมผิดพลาดที่ไปยกเลิกเอ็มโอยู ทำให้กลายเป็นเสียงข้างน้อยทันที จนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองอย่างยิ่ง ถ้าฝืนเดินหน้าต่อรองจะยิ่งเละเทะ แล้วที่สุดจะนำไปสู่ม็อบ เกิดความวุ่นวาย ได้ไม่คุ้มเสีย

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน