ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังสร้างความวิตกกังวลให้ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
แม้ประเทศจะผ่านเลือกตั้งมานานเกือบ 3 เดือน แต่ก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นหลายอย่าง เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ผู้ชนะเลือกตั้ง ที่ต่อมาได้เปลี่ยนมือจากพรรคอันดับ 1 มาเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมเสียงสนับสนุนจาก สส. และสว. ก็ยังไม่สามารถกระทำให้สำเร็จโดยง่าย
กระบวนการโหวตตั้งนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมรัฐสภา ถูกเลื่อนออกไปถึง 3 ครั้ง
สะท้อนได้ว่า ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าสังคม คาดคิด
การจัดตั้งรัฐบาลที่ใช้เวลานานเกินกว่าที่ควร จะเป็น ส่งผลให้ประเทศอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง ได้รับการประเมินว่าจะส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างน้อย 5 ประเด็น ด้วยกัน
ปัญหาปากท้องประชาชนที่ไม่มีรัฐบาลใหม่มาออกมาตรการเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อน ปัญหา ภัยแล้งจากวิกฤตการณ์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร
ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ การจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่จัดทำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศในปัจจุบัน
ปัญหาราคาพลังงานที่สูงส่งผลต่อค่าครองชีพประชาชน รวมถึงความชัดเจนของนโยบายค่าแรง ที่ผู้ประกอบการนักลงทุนให้ความสำคัญ
การได้รัฐบาลล่าช้าทำให้การเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ล่าช้าตามไปด้วย
หลายคนเริ่มวิตกกังวลว่ากระบวนการได้มา ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่อาจไม่เสร็จสิ้นโดยง่าย ที่ประชุมร่วมรัฐสภาอาจโหวตได้ตัวนายกรัฐมนตรี ภายในเดือนสิงหาคมนี้ก็จริง
แต่ขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาล การจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้กับพรรคร่วมรัฐบาลจนทุกฝ่ายพอใจ ย่อมไม่ใช่ เรื่องง่าย และต้องใช้เวลาอีกค่อนข้างมาก อาจเลย ไปถึงเดือนกันยายน ซึ่งหมายถึงนโยบายมาตรการ แก้ปัญหาปากท้องประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ ต้องล่าช้าด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ จึงได้มีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ส่งไปยังภาคการเมือง ต้องการให้ทุกฝ่ายเจรจาหารือทำความเข้าใจร่วมกันในการเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จโดยเร็ว โดยยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนตนหรือของพรรค
ขจัดภาวะสุญญากาศทางการเมือง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้