หอการค้าไทยเผยวันแม่ปีนี้สุดเหงาเงินสะพัดลดวูบ 2.3% คนแห่รัดเข็มขัดหลังเป็นหนี้พุ่ง ชี้เศรษฐกิจเริ่มผิดปกติโตแบบ ‘เคเชฟขาสั่น’ แต่ถ้าตั้งรัฐบาลได้ก็เดินต่อไปได้

นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนช่วงวันแม่ปี 2566 ว่า ปริมาณการใช้จ่ายวันแม่เมื่อเทียบกับปีก่อนพบว่าลดลงเกือบทุกกิจกรรม โดยคนส่วนใหญ่ 42.7% ใช้จ่ายเท่าเดิม, 36.8% ใช้จ่ายลดลง และ 20.6% ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยคนที่ตอบว่าใช้จ่ายลดลงนั้นให้เหตุผลว่าต้องการประหยัดเพิ่มขึ้น มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นหนี้มากขึ้น เศรษฐกิจยังไม่ดี ไม่มีความมั่นคงด้านรายได้ และมีรายได้ลดลง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า คาดว่าช่วงวันแม่ปีนี้จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 10,632.57 ล้านบาท ปรับลดลงจากปีก่อน 2.3% เนื่องจากคนใช้จ่ายระมัดระวังและประหยัดมากขึ้น เพราะค่าครองชีพยังสูง และส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้

“ปีนี้เม็ดเงินสะพัดน้อยลงขยายตัวติดลบ 2.3% เหมือนกับปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเหตุการณ์ไม่ปกติ เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 แสดงว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ มีการฟื้นตัวแบบเคเชฟขาสั่น ซึ่งเราเริ่มเห็นอาการซึมๆ จากปัญหาการเมืองมาตั้งแต่ช่วง มิ.ย.ที่ผ่านมา และยังมีปัญหาของแพง ค่าไฟ น้ำมันแพง รายได้ไม่พอจ่าย จนคนเริ่มกลัวว่าจะตกงานเข้ามาบั่นทอนเพิ่มอีก รวมทั้งช่วงปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมาซึ่งมีช่วงวันหยุด 6 วัน คนส่วนใหญ่มีการใช้เงินล่วงหน้าไปแล้ว”

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีอาการแผ่วชัดเจน จากยอดซื้อรถยนต์ติดลบต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ซึ่งอาจฉุดให้การส่งออกไทยปีนี้โตติดลบมากกว่า 2% ส่วนจีดีพีปีนี้ยังคงเป้าหมายที่ 3.5% โดยจะขอรอดูความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลก่อนที่จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงกลางเดือนก.ย.2566

ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย ประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะไปต่อได้ เแต่ต้องรอดูว่า สว.จะโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ หากมีการเสนอนโยบายต่อรัฐสภาได้ภายในเดือนส.ค.-ก.ย.2566 เศรษฐกิจไทยก็จะเดินต่อไปได้ จะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2566

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน