ขณะนี้ภาคเอกชนเฝ้าจับตามองว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หลังไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมด้วย เนื่องจากเสียงของสส.หายไปถึง 150 เสียง
พรรคเพื่อไทย จะสามารถตกลงกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้เข้ามาเติม เสียงได้อีกกี่พรรค ถ้าเชิญทุกพรรคเข้ามา โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เป็นขั้วอำนาจเดิม มาผสมพันธุ์ข้ามขั้ว พรรคเพื่อไทยจะเสียหายมาก
ภาคเอกชนจึงวิตกกังวลกันมาก เพราะจะเป็นรัฐบาลที่มีพรรคการเมืองผสมอยู่หลายพรรคเกินไป อาจจะเกิน 10 พรรคด้วยซ้ำ จะทำให้การบริหารประเทศไม่มีเอกภาพ
นโยบายต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้กับประชาชน จะทำให้สำเร็จได้อยาก เพราะเสียงของพรรคเพื่อไทยไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร กระทรวงสำคัญๆ ครึ่งหนึ่ง จะตกไปอยู่ในมือของพรรคการเมืองอื่นที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเพื่อไทย โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่เป็นขั้วอำนาจเดิม ที่มีหลายนโยบายของพรรคเพื่อไทย ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาที่รัฐบาลชุดเดิมเคยทำไว้ ถ้าเขายอมให้แก้ เท่ากับยอมรับว่าตัวเองบริหารผิดพลาดไป
การผสมพันธุ์ข้ามขั้วแบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น และอาจทำให้รัฐบาลชุดใหม่อยู่ได้ไม่นาน คาดว่าอย่างมากอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี หรืออาจจะ 1 ปีด้วยซ้ำ

การผสมพันธุ์ข้ามขั้วแบบนี้ อาจทำให้รัฐบาลชุดใหม่อยู่ได้ไม่นาน คาดว่าอย่างมากอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี หรืออาจจะ 1 ปีด้วยซ้ำ
เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพเช่นนี้ นักธุรกิจ นักลงทุนต่างๆ รู้สึกกังวลใจ และจะส่งผลกระทบทำให้ขาดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในระยะ 1-2 ปีนี้แน่นอน
อีกอย่างการที่พรรคเพื่อไทย โฟกัสไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบาย เร่งด่วน ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน เพราะประชาชนคาดหวังไว้กับพรรคเพื่อไทยว่าอยากให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า
ขณะเดียวกันนโยบายการขึ้นค่าแรงของเพื่อไทย ภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก รัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาช่วยพยุงเศรษฐกิจ เพราะเงินจากรัฐบาลชุดเดิมก็เหลือน้อย มีทางเดียวต้องไปกู้ต่างชาติเพิ่มอีก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับหนี้สินของประเทศมาก
พรรคเพื่อไทยจึงต้องเร่งทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน