เมื่อพูดถึงปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ มักจะได้ยินจนชินหูมานับสิบๆ ปี เรียกได้ว่า แก้อย่างไรก็ไม่สะเด็ดน้ำ ยิ่งรับผลพวงในช่วงมหาวิกฤตโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การจะเกาให้ถูกที่คัน ก็ดูจะเป็นเรื่องยากไปเสียทุกที
หากเคาะประตูบ้านคนไทย เอาชนิดที่เรียกว่า บ้านหลังเว้นหลัง จะพบว่ามีใครบ้างที่ไม่เป็นหนี้? เมื่อสภาพเศรษฐกิจ บีบรัดให้ต้องอยู่รอด ความจำเป็นในการต้องกู้หนี้ยืมสิน มาใช้ประกอบอาชีพ หรือใช้จ่ายบางอย่างที่ไม่จำเป็น กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว หนี้ท่วมหัวกลายเป็น ‘กับดักเศรษฐกิจ’
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ในฐานะผู้คุมกระดานเกม ‘แกะสลักระเบิดหนี้ครัวเรือน’ ก็เริ่มออกมาล้อมคอก จำกัดวงหนี้ ที่ต้องจับตา แก้ไข เยียวยาเป็นการเร่งด่วน หลังปรับฐานข้อมูลหนี้ โดยดึงหนี้กลุ่มอื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สหกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์ การเคหะแห่งชาติ และพิโกไฟแนนซ์
โดยพบว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ในไตรมาส 1/2566 เพิ่มเป็น 90.6% ของจีดีพี หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ 73% อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.แบ่งเป็นสินเชื่อบ้าน 34% สินเชื่อรถยนต์ 11% สินเชื่อบัตรเครดิตและส่วนบุคคล 27% และ อื่นๆ เช่น กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 28%
เมื่อพิจารณาในส่วนของหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน นับจากวันที่ 1 ม.ค. 2563 แม้จะเริ่มปรับลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนต.ค.2565 ที่ 4.7 ล้านบัญชี เหลือ 4.4 ล้านบัญชี ยอดหนี้ 4.1 แสนล้านบาท เหลือ 3.1 แสนล้านบาท โดยหนี้เสียดังกล่าว เป็นของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 60% นอนแบงก์ 30% และธนาคารพาณิชย์ 10%
อย่างไรก็ดี ในขยักแรก น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ออกมาตรการดูแลหนี้ที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนคือ หนี้เรื้อรัง (Persistent debt) ซึ่งเบื้องต้นที่มีอยู่ 5 แสนบัญชี คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2567 เป็น ต้นไป โดยแนวทางแก้ไขคือถ้าเป็นกลุ่มหนี้เรื้อรังนาน 3 ปีย้อนหลัง ลูกหนี้จะได้รับแจ้งเตือนแนะนำให้จ่ายชำระหนี้ต่อเดือนให้มากขึ้น เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและปิดจบหนี้เร็วขึ้น
ส่วนกลุ่มหนี้เรื้อรังรุนแรง 5 ปีย้อนหลัง เป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และกลุ่มธุรกิจรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน, ลูกหนี้นอนแบงก์รายได้น้อยกว่า 10,000 บาท จะได้รับดอกเบี้ย ไม่เกิน 15% ต่อปี ต้องจบหนี้ภายใน 5 ปี
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขแก้หนี้เรื้อรังหากเข้ามาตรการจะไม่สามารถเบิกเงินเพิ่มได้จนกว่าจะปิดจบหนี้ ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน และรายงานประวัติข้อมูลเครดิตบูโรว่าเข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้มาตรการ ซึ่งหนี้เรื้อรังเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลวงเงินหมุนเวียน เช่น บัตรกดเงินสด สัญญาเงินกู้เบิกจ่ายได้เรื่อยๆ เป็นลูกหนี้ปกติแต่ปิดจบหนี้ไม่ได้ และไม่กำหนดขั้นต่ำ ลูกหนี้จ่ายแต่ดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น และเพดานดอกเบี้ย 25% ต่อปี
หากจ่าย 2% โอกาสตัดเงินต้นไม่มี ถ้ากำหนดจ่ายขั้นต่ำ 3-4% จะมีโอกาสตัดเงินต้นได้บ้าง สิ่งที่ต้องการคือให้ลูกหนี้จ่ายปิดจบ ได้เร็วขึ้น มีโอกาสปิดหนี้ ภายใน 1 ปีจะประเมินผลกระทบเข้าร่วมมาตรการเพียงใดเพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่อไป
“ตัวอย่าง เช่น มีวงเงินกู้หมุนเวียน 15,000 บาท มีดอกเบี้ย 25% ต่อปี จ่ายชำระขั้นต่ำ 3% ของยอดคงค้าง สมมติว่าไม่มีการเบิกใช้วงเงินเพิ่ม หากไม่เข้าปรับหนี้ภายใต้มาตรการแก้หนี้เรื้อรัง จ่าย ชำระ 3% ของยอดคงค้างไม่ต่ำกว่า 100 บาท จะปิดหนี้ได้ 18 ปี จ่ายดอกเบี้ยรวม 29,000 บาท ถ้าเทียบกับการเข้าปรับหนี้มาตรการแก้หนี้เรื้อรัง จะจ่ายเดือนละ 260 บาท เท่าเดือนก่อนหน้าที่จ่ายมา 5 ปีย้อนหลังแต่จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ซึ่งหากเข้ามาตรการ จะปิดหนี้ใช้เวลา 3 ปี 6 เดือน จะจ่ายดอกเบี้ยอีก 2,500 บาท รวมจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมด 17,500 บาท ประหยัดดอกเบี้ย 11,500 บาท”
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้สินเชื่อรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ลูกหนี้ต้องได้รับข้อมูลครบถ้วน ไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินตัว เมื่อจ่ายหนี้แล้ว ต้องมีเงินเหลือใช้ประจำวัน เปรียบเทียบดอกเบี้ยถ้าจ่ายขั้นต่ำหรือจ่ายเต็มจำนวนแตกต่างอย่างไร คาดจะออกแนวทางได้ไตรมาส 3 ปี 2566 และมีผล บังคับใช้ 1 ม.ค.2567 และมีแนวทางแก้หนี้เสีย ผลักดันให้เจ้าหนี้มีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น ให้ธนาคารของรัฐเร่งแก้หนี้เสียที่เกิดในช่วงโควิด (รหัส 21) ให้นับเป็นตัวชี้วัดเคพีไอประเมินผลของแบงก์รัฐปี 2566
ขณะที่การแก้หนี้ใหม่ จะให้คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงผู้กู้ และจะกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ต่อเดือน (ดีเอสอาร์) จากเฉลี่ย ดีเอสอาร์ 70% ซึ่งปัญหาคนมีรายได้ 10,000 บาทจ่ายหนี้ 9,000 บาทเหลือใช้จ่าย 1,000 บาท หรือบางคนมีรายได้ 10,000 บาทจ่ายหนี้ 10,000 บาท ทำให้เงินไม่เหลือพอใช้ในชีวิตประจำวัน มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูง โดยธปท.จะกำหนด ดีเอสอาร์ ตามระดับรายได้ รายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน หลังรวมหนี้ใหม่ต้องไม่เกิน 60% ถ้ามากกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน ดีเอสอาร์ ต้องไม่เกิน 70% ธปท.จะบังคับใช้มาตรการดีเอสอาร์ เมื่อเศรษฐกิจเข้มแข็งเพียงพอ คาดเริ่ม 1 ม.ค.2568
นี่คือชุดมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง ที่ธปท.เข็นออกมารอบแรก หวังแก้หนี้เรื้อรังให้เข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น คำถามคือ เป้าประสงค์ในการกวาดหนี้เรื้อรัง 5 แสนบัญชี ของธปท.เข้าสู่มาตรการ จะได้สักกี่มากน้อย เมื่อเดิมพันครั้งนี้ อยู่ที่ความสมัครใจของ ลูกหนี้ และสถาบันการเงิน ที่ต้องยอมเฉือนกำไรทิ้งไปต่อหน้าต่อตา เพียงคาดหวังว่าจะได้ ‘โล่คุณธรรม’ แม้การ ฉายภาพว่า ถ้าสถานการณ์หนี้ดีขึ้น การปล่อยสินเชื่อจะมีคุณภาพมากขึ้น แต่ใครจะการันตีระหว่างทางไปถึงจุดนั้นได้

นับเป็นความท้าทายว่า ชุดมาตรการของแบงก์ชาติ จะมีมนต์ขลังกี่มากน้อย หรือเป็นเพียงเสือกระดาษที่แสดงให้เห็นว่า ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ และปัญหาหนี้ครัวเรือน ก็ยังคง คาราคาซัง รอรัฐบาลชุดใหม่ ที่ไม่รู้ว่ามาตรการปลุกเศรษฐกิจ จะเข้ามา ‘สะสาง’ หรือ ‘สะสม’ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นชนักปักหลังอยู่ แบบนี้
ความเห็นต่อชุดมาตรการดังกล่าว นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย แสดงจุดยืน พร้อมบรรจุการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน อยู่ในแผนยุทธ ศาสตร์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565 โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับธปท. ในมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง
ขณะที่ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะประธานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว โดยการดำเนินการแก้ไข ต้องทำควบคู่กับการสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ และการส่งเสริมการออมและสร้างวินัยการเงินให้กับประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในพันธกิจของสมาคมสถาบันการเงินของรัฐและสถาบันการเงินสมาชิกที่ได้ดำเนินการมาแล้วและต้องดำเนินการต่อไป
ส่วน นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้า 4.3 ล้านราย มีประมาณ 10 ล้านสัญญา เกือบทั้งหมดเป็นเกษตรกร คิดเป็นเงินต้น 1.6 ล้านล้านบาท สำหรับหนี้บุคคลและเกษตรกรรวมกันมี 6 ล้านสัญญา จำนวนราย 3 ล้านราย ซึ่งมีความเปราะบาง นอกจากจะนี้ยังมีเรื่องปัญหาสูงอายุ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า มีลูกค้าที่อายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึง 1.2 ล้านราย โดยล่าสุดจึงออกสินเชื่อแทนคุณ เพื่อมาแก้ปัญหาให้ตรงจุด
เป้าหมายของแบงก์ชาติ หวังจะลดหนี้ครัวเรือนให้ลงมาแตะระดับ 80% ของจีดีพี แม้จะมีจุดเริ่มต้นที่ต้องรอลุ้นผลลัพธ์ แต่การแก้หนี้ ก็ไม่ใช่น้ำหนักที่ใครต้องมาแบกรับความรับ ผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว หน้าที่ทั้งหมด ยังคงเป็นของรัฐบาล ในการขยับขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ เติบโตอย่างที่ควรจะเป็น ในระดับที่คนกินอิ่ม-มีเงินเหลือ รายได้เพิ่ม ชักหน้าต้องไปถึงหลัง
แต่ในบริบททางการเมือง ที่ยังไม่มีความแน่นอน สะท้อนถึงเศรษฐกิจง่อนแง่น บีบ ลูกหนี้ยังต้องแบกสารพัดความเสี่ยงในการดำรงชีพ
การจะพูดไปถึงการแก้หนี้ ก็ดูจะหืดขึ้นคอ!