การที่ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ไม่กระทบต่อการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เช่น นโยบายการ กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนที่ทำมาตลอด 1 ปี เพราะโครงการต่างๆ ตามนโยบาย ใช้งบประมาณของกทม.เอง

แต่จะไปกระทบในส่วนของโครงการขนาดใหญ่ที่กทม.ต้องขอรับงบการอุดหนุนจากรัฐบาล เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) สายสีเทา ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ซึ่งปัจจุบัน กทม.ได้ทำการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นโครงการขนาดใหญ่ และต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ ซึ่งกทม.มีงบเพียง 9 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับรัฐบาลมีถึง 3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.5% ของงบรัฐบาล

งบประมาณ กทม.ส่วนหนึ่งจะต้องเอาไปดูแลประชากร 15% ดูแลการศึกษา สาธารณสุข ถนน และท่อระบายน้ำ ถ้าเอาเงิน ก้อนใหญ่มาทำโครงสร้างพื้นฐาน เงินที่เหลือจะน้อยลง และกทม.ต้องมีหนี้มากขึ้น ซึ่งรถไฟฟ้าส่วนใหญ่รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด หากกทม.ต้องไปกู้เงินมาเพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน สุดท้ายค่าโดยสาร จะแพงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้าอาจส่งผลกระทบและส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมากขึ้น และจะกระทบไปยังการให้บริการประชาชนล่าช้าตามไปด้วย

คุณสมบัติของนายกฯ คนใหม่นั้น ขอให้เห็นใจท้องถิ่นและช่วยกัน ร่วมมือกันทำงาน เพราะเราไม่ใช่กบเลือกนาย ไม่ว่าใครมาเราก็ทำงานร่วมกันได้หมด

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อยแล้วอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่รับโอนจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ถือว่าเป็นหนี้รัฐบาล มูลหนี้เกือบ 60,000 ล้านบาท

สำหรับค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) รถไฟฟ้า กทม.เป็นหนี้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอสซี) ราวๆ 40,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้ทั้ง 2 ตัวนี้อยู่ในส่วนหนึ่งของเงื่อนไขในการขยายสัมปทานให้เอกชน

ส่วนคุณสมบัติของนายกฯ คนใหม่นั้น ขอให้เห็นใจท้องถิ่นและช่วยกัน ร่วมมือกันทำงาน เพราะเราไม่ใช่กบเลือกนาย ไม่ว่าใครมาเราก็ทำงานร่วมกันได้หมด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน