วันที่ 12 ส.ค.ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ และทุกวันที่ 1-7 ส.ค.ของทุกปีประกาศเป็นสัปดาห์นมแม่โลก
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากรายงานการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในไทย ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรกเพียงร้อยละ 28.6 และลดลงเมื่อครบกำหนดลาคลอด 3 เดือน ซึ่งต่ำกว่าค่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 50% ขึ้นไป ที่น่าเป็นห่วงคือ มีการให้นมร่วมกับการให้น้ำกับทารก สะท้อนการขาดความรู้ที่ถูกต้อง

เนื่องจากนมแม่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ และมีสารอาหารสำคัญในการสร้างการเจริญเติบโตที่รวดเร็วของสมองและร่างกายเด็ก ภายหลังทารกอายุ 6 เดือน แม่สามารถให้อาหารตามวัยคู่ขนานกับนมแม่จนถึงอายุ 2 ขวบ หรือต่อไปได้

ทั้งนี้สภาพเศรษฐกิจและสังคมทำให้แม่ต้องทำงานนอกบ้านมากขึ้น ปัจจุบันกฎหมายให้แม่ลาคลอดได้ 90 วัน โอกาสที่แม่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนตามข้อแนะนำจึงค่อนข้างยาก 1 ในวิธีที่ช่วยให้แม่ให้นมลูกได้นานขึ้นแม้จะต้องไปทำงาน คือ การสนับสนุนสถานประกอบการให้มีนวัตกรรม ‘มุมนมแม่’ จัดสถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น เก้าอี้ โต๊ะ ถุงเก็บน้ำนม ตู้เย็นแช่นมนำเก็บกลับบ้าน และให้เวลาแก่พนักงานมาปั๊มเก็บนมแม่ ส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ใน 6 เดือน ส่งเสริมการใช้สิทธิลาคลอดจะทำให้เด็กได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนสำเร็จ

ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาวนานตามความต้องการ โดยปี 2556 สัปดาห์นมแม่โลกใช้แนวคิด “Enabling Breastfeeding” สานพลัง สร้างสรรค์ สังคมนมแม่ เพื่อพ่อแม่ที่ต้องทำงานให้แม่ทุกคนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน ตามข้อแนะนำองค์การอนามัยโลก โดยเทคนิค 3 ดูด
สำหรับเทคนิค 3 ดูดคือ 1.ดูดเร็ว ให้ลูกดูดนมทันทีหลังคลอด ภายใน 1 ชั่วโมง 2.ดูดบ่อย ให้ลูกดูดนมอย่างน้อยทุก 2-3 ชั่วโมง และ 3.ดูดถูกวิธี โดยให้ลูกดูดนมจากอกแม่อย่างถูกวิธี และในแต่ละครั้งควรให้ลูกดูดนมให้เกลี้ยงเต้า เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมของคุณแม่ให้เพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกน้อย เนื่องจากแม่ที่ให้นมลูกต้องการพลังงานมากกว่าคนปกติ ถึง 500 กิโลแคลอรี ดังนั้น แม่จึงควรกินอาหารหลากหลายครบทุกหมู่ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ทั้งนี้อาหารที่ช่วยเพิ่มน้ำนมให้กับแม่คือ อาหารที่พบได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ผักผลไม้ต่างๆ เนื้อสัตว์ ธัญพืช ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เพราะอุดมด้วยสารอาหาร อาทิ โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี ที่จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพคุณแม่หลังคลอด อีกทั้งควรกินอาหารที่มีผัก 5 ชนิดประกอบจะช่วยกระตุ้นและเพิ่มน้ำนมอย่างดี ได้แก่
1.เมนูหัวปลี มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด
2.เมนูขิง มีฤทธิ์ร้อนช่วยขับลม ร่างกายอบอุ่นเหมาะกับแม่หลังคลอด ช่วยย่อยอาหาร ลดความเสี่ยงท้องผูกหลังคลอด
3.เมนูใบกะเพรา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง มีฤทธิ์ขับลม บำรุงธาตุ เพิ่มน้ำนม
4.เมนูฟักทอง มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุง สุขภาพดวงตา มีฟอสฟอรัสและเบตาแคโรทีนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
และ 5.เมนูกุยช่าย มีฟอสฟอรัสสูง บำรุงกระดูก ดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงน้ำนม นอกจากนี้ แม่ที่ให้นมลูกควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มอีก 1 ลิตรจากที่ดื่มอยู่ปกติ เพราะน้ำเป็นหนึ่งในอาหารเพิ่มน้ำนมที่จะถูกนำไปช่วยสร้างและเพิ่มน้ำนมแม่ และควรเป็นน้ำอุ่นเท่านั้น ควรงดน้ำเย็น น้ำอัดลม เครื่องดื่มกาเฟอีนและแอลกอฮอล์

นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า แม่หลังคลอดลูกต้องมีการอยู่ไฟ เพื่อปรับธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ให้สมดุล เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมักจะพบปัญหาสุขภาพ 3 อาการคือ น้ำนมไหลน้อย ปวดเมื่อยร่างกายหลังคลอด และผิวพรรณแตกลายบริเวณหน้าท้อง จึงต้องได้รับการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีดังนี้
1.หัตถการนวดและประคบสมุนไพร ทับหม้อเกลือ อบไอน้ำสมุนไพร ช่วยขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองดีขึ้น ผิวพรรณสดใส รักษาอาการปวดเมื่อย และขัดยอก หากคลอดเองปกติเริ่มทำหัตถการ 7 วันหลัง คลอด หากผ่าตัดคลอดเริ่ม 30 วันหลังคลอด เนื่องจากแผลผ่าตัดหายแล้ว แต่ไม่ควรเกิน 3 เดือน และควรทำต่อเนื่อง 5-7 วัน
2.อาหารและเครื่องดื่มสมุนไพร เน้นที่มีรสร้อนช่วยบำรุงธาตุไฟ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เช่น ขิง พริกไทย ดีปลี กระชาย ใบแมงลัก เสริมพลังมารดากลับคืนมาโดยเร็ว ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรงจะได้มีน้ำนมเลี้ยงดูบุตร และ 3.ยาสมุนไพร คือ ยาประสะไพล ใช้ขับน้ำคาวปลา, ยาปลูกไฟธาตุ กระตุ้นน้ำนม กระจายเลือดลม ในหญิงหลังคลอด, ยาประสะน้ำนม บำรุงน้ำนม เพิ่มปริมาณน้ำนม กระตุ้นการไหลของน้ำนมดีขึ้น แต่ยาประสะไพลและยาปลูกไฟธาตุมีข้อห้าม ในหญิงที่มีอาการตกเลือดหลังคลอด
“แม่หลังคลอดมีสิทธิฟื้นฟูสุขภาพหลังคลอดตามสิทธิเบิกจ่าย เช่น บัตรทอง เบิกจ่ายตรง ดังนี้ นวดไทย ประคบสมุนไพร ทับหม้อเกลือ อบไอน้ำสมุนไพร การได้รับคำแนะนำปฏิบัติตัวสำหรับคุณแม่หลังคลอด มี ร.พ.ที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ สามารถให้คำปรึกษา คำแนะนำ และให้บริการดูแลมารดาหลังคลอดได้” นพ.ขวัญชัยกล่าว