วันที่ 17 ส.ค. เอเอฟพีรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ไฟป่า ครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 110 ราย ขณะที่ทางการท้องถิ่นซึ่งถูกวิจารณ์ว่าบกพร่องต่อหน้าที่และไม่มีการเตือนภัย แถลงยืนกรานว่าการเปิดเสียงไซเรนฉุกเฉินจะไม่ช่วยชีวิตผู้คนในเมืองลาไฮนา บนเกาะเมาวี หลังไฟป่าปะทุเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นายเฮอร์แมน อันดายา หัวหน้าสำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินเมืองเมาวี ซึ่งมีระบบเสียงสัญญาณเตือนภัย 80 จุด กล่าวปกป้องการตัดสินใจ ไม่เปิดเสียงไซเรนว่า “เสียงสัญญาณเตือนภัยใช้สำหรับเหตุสึนามิ เป็นหลัก ประชาชนได้รับการฝึกฝนให้ค้นหาที่สูงในกรณีที่มีไซเรนดังขึ้น หากเราเปิดเสียงสัญญาณในคืนนั้นเราเกรงว่าผู้คนจะยิ่งมุ่งหน้าเข้าหาไฟป่า” ส่วนประเด็นที่ไม่ได้ส่งข้อความเตือนนั้นเป็นเพราะอุปสรรคสำคัญคือไฟฟ้าดับและเครือข่ายล่ม
นายอันดายากล่าวอีกว่า เป็นไปได้ไหมที่เสียงไซเรนที่ดังระดับ 121 เดซิเบลเทียบเท่าเครื่องบินเจ็ตจะทำให้ชาวเมืองรู้ตัวและหนีไฟป่าได้ทัน “ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ในอาคารเปิดเครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าในกรณีใดพวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงไซเรน ประกอบกับวันนั้นมีลมแรงมาก มันดังมาก พวกเขาคงไม่ได้ยินเสียงไซเรน” เมื่อสื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ที่ตัดสินใจไม่เปิดใช้ระบบเสียงเตือนภัย นายอันดายาตอบว่าไม่ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายจอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย สั่งการเมื่อสัปดาห์ก่อนให้สอบสวนการตอบสนองต่อไฟป่าของทางการท้องถิ่นว่าเกิดจากความผิดพลาดหรือประมาทหรือไม่
วันเดียวกัน ทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และสตรีหมายเลขหนึ่งจะเยือนเกาะเมาวี ในวันที่ 21 ส.ค. เพื่อพูดคุยหารือรวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชน “ผมยังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบ ทุกสิ่งที่ชาวฮาวายต้องการเพื่อฟื้นตัวจากภัยพิบัตินี้” นายไบเดนระบุ