ดูจากเสียงที่โหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นั้น มีมากถึง 482 เสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภา หรือเกินกว่าจำนวน 375 เสียง ไปอย่างมากกว่าร้อย โดยในจำนวน 482 เสียงนั้น มาจากสว.ถึง 152 เสียง
อันที่จริง จากฐานสส.ที่สนับสนุนนายเศรษฐา มีอยู่แล้วแน่นอนจาก 11 พรรค รวม 314 เสียง เท่ากับว่า ขอเสียงสว.มาเติมอีก 60 กว่านิดๆ ก็สามารถเป็นนายกฯ ได้แล้ว
สุดท้ายเสียงจากสว.ที่โหวตให้นายกฯ ของเพื่อไทย เกินกว่าเป้าไปมากมาย
แถมยังมีสส.ที่ไม่ได้ร่วมเป็นรัฐบาล โหวตเพิ่มมาให้อีก
โดยเฉพาะจากประชาธิปัตย์ โหวตเห็นชอบถึง 16 เสียง
เรียกได้ว่า สถานการณ์ภายในพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้ คงจะเป็นประเด็นร้อนแรงตามมาอย่างแน่นอน!
มองเฉพาะเสียงจากสว. มีจุดที่น่าสนใจไม่น้อย
ก่อนจะถึงวันนัดโหวตนายกฯ มีความเคลื่อนไหวจากสว.ที่มักแสดงตัวเป็นแถวหน้า เสียงดังกว่าใคร
สว.ส่วนนี้ ตั้งข้อกังขาต่อนายเศรษฐามากมาย แถมประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าคงผ่านได้ยาก!?!
เอาเข้าจริงๆ สว.ถึง 152 เสียงที่โหวตให้ ส่อแสดงว่าสว.ที่ชอบเสียงดังเหล่านี้ ดังแค่เสียงตัวเอง
เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีพลังอะไร!!
ขณะเดียวกันสว.ที่เทเสียงให้นายเศรษฐานั้น พบว่าจำนวนมากเป็นสว.ในสายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
บ่งบอกความเชื่อมโยงในหลายประเด็น
ทั้งการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ทั้งการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร มาเข้ากระบวนการยุติธรรมแบบสบายใจได้!
ทั้งหลายทั้งปวง บ่งบอกถึงการปรับเปลี่ยนทางอำนาจของการเมืองไทย
ที่แน่ๆ นายเศรษฐาและพรรคเพื่อไทย กลายเป็นผู้นำทางการเมืองและพรรคนำทางการเมือง ที่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายอนุรักษนิยมการเมืองอย่างเต็มเปี่ยม
ดังที่เห็นกันมาตลอดว่า เพื่อไทยคือประชาธิปไตยแบบประนีประนอม โดดเด่นในการแก้ปัญหาปากท้องให้ ชาวบ้าน โดยเป็นประชาธิปไตยเพราะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นหลัก แต่ก็รอมชอมกับฝ่ายผู้มีอำนาจมาตลอด
วันนี้เพื่อไทยผนวกกับขั้วอนุรักษนิยมการเมืองได้สำเร็จ ในทางการเมืองจึงถือได้ว่ามั่นคงปลอดภัย
แต่ในสายตาประชาชนเป็นที่น่าผิดหวัง เพราะผลการเลือกตั้งคาดคิดว่าจะนำไปสู่การยกระดับการเมือง แต่ลงเอยกลายเป็นไปจับมือกับพรรคแนวเก่าๆ
ต้องดูกันว่า จะงัดฝีมือด้านเศรษฐกิจปากท้อง มาทำให้ชาวบ้านพึงพอใจได้แค่ไหน!?
วงค์ ตาวัน