การที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินทางเข้าพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการนายกฯ
ถือเป็นมิติใหม่ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจบริหาร ขณะเดียวกัน ก็ถูกมองว่ามีนัยยะอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่
มีมุมมองจากนักวิชาการ ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา
นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า เป็นเจตนาจะให้เกิดภาพสะท้อนความปรองดองสมานฉันท์ ความร่วมมือและก้าวข้ามความขัดแย้งจริงๆ
แต่เป็นการสร้างภาพ เนื้อแท้หลักของเรื่องนี้ต้องการเผยแพร่ภาพความร่วมมือกันเท่านั้น แต่เบื้องหลังทางการเมืองเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้มาจากการอุปถัมภ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จึงเหมือนเป็นการ สมประโยชน์กัน
เห็นได้จากการโหวตเลือกนายเศรษฐาเป็นนายกฯ ที่เห็นได้ชัดว่าได้รับการสนับสนุนจากสว. ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์แทบ 100% เกิดรัฐบาลผสมแบบใหม่ คือการสืบทอดอำนาจโดยอาศัยพรรคที่เคยอยู่ในขั้วอำนาจเก่า จึงต้องทำให้เกิดภาพความปรองดองสมานฉันท์
แต่ภาพที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ เพราะกลุ่มแฟนคลับพรรคเพื่อไทยจะเอาภาพนี้มาอธิบายเหตุผลความจำเป็นในการที่พรรคเพื่อไทยต้องข้ามขั้วว่านี่คือจุดเริ่มต้นความปรองดอง
แต่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเพื่อไทยจะใช้ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ การก่อความขัดแย้ง ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้คิดไปไกลกว่าผลประโยชน์ตัวเอง เพราะยอมทำทุกอย่างเพื่อเอานายทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน
เป็นความหมายสองมุมของภาพเดียวกัน ที่คนเชียร์บอกเริ่มต้นความปรองดอง แต่คนไม่เห็นด้วยที่ตั้งรัฐบาลข้ามขั้วจะมองอีกแบบ
และยังมองว่าทั้งนายเศรษฐา และพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ภายใต้อำนาจของชนชั้นนำไทยอีกที เป็นเพียงหมากของคนที่อำนาจเหนือกว่า หากมองลึกไปกว่านี้การเลือกตั้งครั้งนี้กลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยกับรวมไทยสร้างชาติคือกลุ่มทุนเดียวกัน ซึ่งเป็นคนทุบโต๊ะ
หากมองในแง่บวกภาพที่ปรากฏออกมา นักการสื่อสาร นักการตลาด หรือแม้แต่ทีมต่างประเทศ จะเอาภาพนี้ไปพูดกับผู้นำในเวทีโลกว่าเป็นจุดเริ่มในการก้าวข้ามความขัดแย้งตลอด 20 ปี เดินหน้าสู่ความสมานฉันท์
ส่วนต่อไปจะเป็นธรรมเนียมช่วงเปลี่ยนผ่านนายกฯ หรือไม่ ก็มีโอกาสเป็นบรรทัดฐาน เพราะสภาพการเมืองจริงๆ เป็นสภาพของการต่อสู้แข่งขัน มีโอกาสที่จะขัดแย้ง แต่การเมืองก็คือการประนีประนอม นี่คือหลักการทางการเมือง และสภาพความเป็นจริงที่ต้องเรียนรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มรูปแบบแล้ว การเตรียมคณะรัฐมนตรีรวมถึงการเตรียมการนโยบายที่ต้องแถลงต่อสภา เป็นเรื่องของรัฐบาลที่เราไม่สามารถไปก้าวก่ายได้
แต่จุดเริ่มต้นที่นายเศรษฐาได้เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ ตนมองในฐานะฝ่ายค้านถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาหลายปี ย่อมจะทราบข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามากพอสมควร
การพบกันของสองนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะมีนัยยะทางการเมือง หรือไม่ แต่ในเชิงหลักการถือว่าเป็นการเริ่มต้นการทำงานที่ดีของนายกฯ คนใหม่ นอกจากขอคำแนะนำแล้ว เชื่อว่าการส่งมอบสาระสำคัญแนวทางในการบริหารประเทศเป็นเรื่องที่ดี
ต่อจากนี้หากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้แล้ว การที่บุคคลที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯคนใหม่ได้เข้าพบ นายกฯ คนเก่า เพื่อพูดคุยขอคำแนะนำ เพื่อรับมอบงานที่สำคัญ ก็จะถือว่าเป็นประเพณีในทางการเมืองที่ไม่มีอะไรเสียหาย แต่จะเกิดผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดินในอีก 4 ปีข้างหน้า

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าเป็นนัยยะทางการเมือง เหตุผลเพราะมีการมองว่าการที่นายเศรษฐาได้เป็นนายกฯ เพราะมี พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ข้างหลังนั้น เรื่องนี้ทุกคนอาจจะวิเคราะห์แตกต่างกันไปได้ ในความเป็นจริงบุคคลที่เกี่ยวข้องจะตอบคำถามได้ดีที่สุด
แต่โดยส่วนตัวไม่ได้มองถึงนัยยะทางการเมืองดังกล่าว แต่มองเรื่องที่เกิดขึ้นจากการไปพบปะระหว่างนายกฯกับอดีตนายกฯ เป็นนิมิตหมายที่ดีในการเมืองไทย ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. กล่าวว่า ภาพนายเศรษฐาพบกับพล.อ.ประยุทธ์ ก็ดูดี บรรยากาศดี มีการพูดคุยกัน ไม่ใช่การเผชิญหน้ากัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะมีรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไรหรือไม่ เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจนั้น เรื่องสืบทอดอำนาจไม่น่าจะมีเพราะเป็นการ ส่งต่ออำนาจกัน ไม่รู้จะสืบกันอย่างไร ขอให้มองในแง่ดีไว้ก่อนดีกว่า เพราะการปรับเปลี่ยนรัฐบาลก็เป็นมารยาทอยู่แล้วที่จะให้เกียรติพูดคุยและแสดงออกด้วยมิตรไมตรีต่อกัน
คิดว่าขอให้ประเทศเดินหน้าไปก่อน เพราะยุ่งๆ มาระยะหนึ่งพอสมควร ดังนั้นต้องให้โอกาสกันน่าจะดีที่สุด ประชาชนก็อยากจะเห็นรัฐบาลที่สามารถทำงานได้ ทุกอย่างจะได้ขับเคลื่อนต่อไปได้
อะไรที่อยู่ในใจก็เก็บๆ กันไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงออกอะไรตอนนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่ารัฐบาลใหม่ทำงานอะไรไม่ได้เพราะมีแต่เรื่องขัดแย้งกัน จึงต้องให้โอกาสกัน