หลังมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ตามที่รัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
จากนี้ไปเป็นการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ โดยมีสัดส่วนตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรค
พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำและมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากสุด จะได้การจัดสรรรัฐมนตรีมากกว่าและดูแลหน่วยงานสำคัญโดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ตามที่ให้สัญญากับประชาชนไว้เมื่อครั้งลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะมีศักยภาพแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
สําหรับการจัดคณะรัฐมนตรีนั้น ล่าสุดทราบว่าลงตัวแล้ว รอเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น จากนั้นส่งชื่อและรายละเอียดต่างๆ ให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคุณสมบัติรัฐมนตรีนั้น พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลก็คงได้ตรวจสอบกลั่นกรองเบื้องต้นแล้วในระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมา
เมื่อครบถ้วนสมบูรณ์และมั่นใจแล้วว่าไม่มีข้อใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อแต่งตั้ง
เมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมา และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว จากนั้นก็จะ เข้าสู่ขั้นเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ส่วนรัฐบาลรักษาการ ก็จะพ้นไปโดยปริยาย
แม้กระบวนการข้างต้นจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว แต่รัฐบาลชุดใหม่จะยังทำหน้าที่บริหารประเทศไม่ได้ จนกว่าจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสียก่อน
ในชั้นนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลจะกำหนดวิธีทำงานและทิศทางการบริหารประเทศชาติ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สุขอย่างไรบ้าง
เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมจาก 11 พรรคการเมือง ดังนั้น นโยบายหลักๆ นอกจากจะเป็นของพรรค แกนนำแล้ว ยังต้องนำนโยบายของพรรคร่วมอื่นมาปรับให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วย
หลังจากแถลงต่อรัฐสภาแล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ก็จะเดินหน้าแปรนโยบายที่แถลงไว้มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งประชาชนจะต้องร่วมกันตรวจสอบพร้อมๆ กับรัฐสภาเป็นคู่ขนานกันไป