สภาพัฒน์ หารือ ‘นายกฯ นิด’ รับการบ้านกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ดิจิทัลวอลเล็ต-พักหนี้ต้องรอบด้าน ด้านภาวะสังคมไตรมาส 2 หนี้ครัวเรือนพุ่งกว่า 16 ล้านล้าน ขณะที่แก๊งโทร.ตุ๋นทำสูญ 3.8 หมื่นล้านบาท
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ได้เข้าหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เรียบร้อย นายกรัฐมนตรีจะต้องเรียกหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเชิงลึก รวมทั้งหารือถึงแนวนโยบายที่รัฐบาลใหม่ต้องการจะดำเนินการ ว่ามีรูปแบบอย่างไร ซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ โดยนายเศรษฐาระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2566 ชะลอตัว และจำเป็นต้องมีมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต
“งบประมาณที่จะนำมาใช้ในมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ต้องไปดูในรายละเอียด ภาระการคลังที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งต้องเป็นการหารือร่วมกับหลายหน่วยงาน ส่วนมาตรการ พักชำระหนี้ ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดูแล เน้นการปรับโครงสร้างหนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ให้ลูกหนี้เกิดพฤติกรรมจงใจเบี้ยวหนี้ ส่วนการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 10% จาก 7% เพื่อหารายได้จัดสวัสดิการรองรับสังคมสูงวัยนั้น สศช.ยืนยันว่าเป็นเพียงแนวคิดในงานสัมมนา ที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุย สศช.ไม่ได้เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่แต่อย่างใด”
นายดนุชากล่าวว่า ไตรมาส 2 ปี 2566 สถานการณ์แรงงานปรับตัวดีขึ้น ผู้ที่มีงานทำมีจำนวน 39.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.7% ขณะที่อัตราว่างงานมีแนวโน้มดีขึ้น ลดลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ 1.06% หรือมีผู้ว่างงาน 4.3 แสนคน การขาดแคลนแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 1 ปี 2566 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% คิดเป็นมูลค่า 15.96 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ต่อจีดีพี เกิดจากการปรับนิยามหนี้ใหม่ กว่า 7 แสนล้านบาท คิดเป็นกว่า 4.5% ต่อจีดีพี
ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ปรับลดลงเล็กน้อย โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 1.44 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.68% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 2.62% โดยความเสี่ยงในการเป็น หนี้เสียของสินเชื่อยานยนต์ ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไตรมาส 1 ปี 2566 หนี้เสียยานยนต์ ขยายตัวเพิ่มสูงกว่า 30.3% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน
สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2565 คนไทยต้องรับสายจากมิจฉาชีพสูงถึง 17 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2564 กว่า 165.6% มีมูลค่าความเสียหายกว่า 38,786 ล้านบาท