เนต้า วี (NETA V) รถยนต์ไฟฟ้า 100% (อีวี) จากแดนมังกร ที่เข้ามาจุดพลุให้ตลาดรถอีวีบ้านเราเกิด และเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความน่ารัก และราคาเข้าถึงง่าย เพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว ราคาอยู่ที่ 549,000 บาท ทำให้เข้าไปครองใจนักเลงรถหัวใจสีเขียวได้ไม่ยาก
แต่วันนี้สถานการณ์เริ่มสั่นคลอน เพราะนโยบายสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน ที่กำลังจะสิ้นสุดลง ทำให้หลายฝ่ายเกิดความไม่มั่นใจ
วันนี้มาฟังข้อมูลจากผู้บริหารหนุ่ม เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป เนต้า ออโต้ ไทยแลนด์ ว่าจะไปในทิศทางใด

◆ ภาพรวมตลาดรถอีวี
ที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างเงียบ เนื่องจากลูกค้าชะลอการตัดสินใจ เพราะยังไม่มีความชัดเจนในหลายเรื่อง นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อยิ่งขึ้น จากเดิมลูกค้าที่ขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถ จะถูกปฏิเสธประมาณ 5-10% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% บางครั้งใช้เวลาในการตอบรับนาน ขอเอกสาร หรือบุคคลค้ำประกันเพิ่มขึ้น จนทำให้ลูกค้าเกิดความยุ่งยากในการขอสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดขายรถอีวี เดือนก.ค. ถึง ส.ค. ไม่ถึง 1,500 คัน จากเดิมที่ได้มากกว่า 2,000 คัน
◆ ลูกค้าเริ่มขยายฐาน
เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อ เพราะช่วงแรกปลายปีที่แล้ว ถึงต้นปีนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถอีวี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทั้งที่ซื้อเพราะชื่นชอบเทคโนโลยี และซื้อเป็นรถคันที่ 2-3 ของบ้าน แต่ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ลูกค้าเริ่มไหลไปที่กลุ่มที่ใช้งานรถยนต์อีโค คาร์ รวมถึงรถครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก เนื่องจากมีขนาดและราคาที่ใกล้เคียงกัน แต่จากความเข้มงวดรวมถึงความสามารถในการผ่อนชำระ ของลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะยังไม่แข็งแรงพอ ทำให้ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อในที่สุด
◆ ค่ายรถอีวีต้องปรับกลยุทธ์
สังเกตได้จากที่มีการเริ่มแข่งขันด้านราคา บางค่ายลดราคากันเป็นแสนบาท เพื่อจูงใจให้ลูกค้ากลุ่มอื่นหันมาสนใจมากขึ้น แต่ทั้งนี้ สำหรับเนต้าไม่มีนโยบายลงไปทำสงครามราคาอย่างแน่นอน โดยหันไปทำแคมเปญเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว เท่ากับประมาณ 1 ปี แคมเปญที่ทำตั้งแต่วันแรกคือ แถมเครื่องชาร์จ วอลบ็อกซ์ และประกันภัยชั้น 1 ฟิล์มกรองแสงตลอดมา
แต่ในเดือนส.ค.นี้ มีการขยายแคมเปญเพิ่มเป็นเมื่อลูกค้าที่ซื้อรถอีวี เนต้า วี สีฟ้า Sky Blue สีเขียว Cyan และสีชมพู Sakura Pink รับเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 15,000 บาท และบัตรกำนัลไฮเปอร์มาร์เก็ต 10,000 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นความต้องการให้มากขึ้น มั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายกลับไปใกล้เคียงเดิม คือ ยอดขายต่อเดือนประมาณ 1,000 คัน ทั้งปี 12,000 คัน แบ่งเป็นมาจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างละ 50%

◆ นโยบายสนับสนุนการใช้งานรถอีวีกำลังจะสิ้นสุด
เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบกับตลาด รถอีวี เพราะยังไม่มีความชัดเจน ความจริงแล้วภายในเดือนส.ค. หรืออย่างช้า ก.ย.นี้ ต้องสรุปแล้วว่ามาตรการสนับสนุนการใช้งานรถอีวี จะยังคงทำต่อเนื่องหรือไม่ และออกมาในรูปแบบใด
เมื่อเป็นสุญญากาศแบบนี้ ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ค่อนข้างยาก หากปรับราคาขึ้นมองว่าไม่แฟร์กับลูกค้า แต่ถ้าต้องให้รองรับในส่วนนี้ไว้เอง ก็คงไม่ไหว ส่งผลให้ตลาดรถอีวีหยุดชะงัก เนื่องจากอาจมี บางค่าย ที่ต้องหยุดรับจองรถอีวีในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ที่เป็นฤดูขาย
ทำให้ตลาดรวมรถอีวีปีนี้อาจจะไปไม่ถึง 60,000 คัน เหมือนอย่างที่คาดการณ์กันไว้เมื่อช่วงต้นปี