รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ประกาศชัดเจน “ผมมั่นใจว่า 4 ปีต่อจากนี้ จะเป็น 4 ปีแห่งความเปลี่ยนแปลง”
โดยจะดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า บริหารงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ สร้างความร่วมมือเชิงบวกกับภาคเอกชน ภาคต่างประเทศ ทำให้ภาคประชาชนและราชการเติบโตไปพร้อมๆ กัน
ตำแหน่งรมว.คลัง จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะต้องเดินหน้านโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายชูโรงอย่าง ดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงินให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปคนละ 10,000 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อนายเศรษฐาที่เป็นนายกฯ มาจากนักธุรกิจ นั่งควบรมว.คลังเอง มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย
นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ขานรับว่าการจัดทำตามนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งใช้วงเงินมากถึง 560,000 ล้านบาทนั้น เบื้องต้นมองว่าสำนักงบประมาณเพียง หน่วยงานเดียวคงทำไม่ได้ รัฐบาลต้องหารือและใช้เครื่องมือของกระทรวงการคลังในการหาเม็ดเงินเพิ่มเติม และอาจปรับลดลงประมาณบางส่วนที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนลง เพื่อมีเงินส่วนหนึ่งไปขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้
ปีงบประมาณ 2567 สามารถขาดดุลได้เพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เป็นขาดดุลงบประมาณ 643,000 ล้านบาท แต่ยังเป็นการขาดดุลน้อยกว่าในปีงบประมาณ 2566 ที่ขาดดุล 695,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ด้าน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่นายเศรษฐาควบตำแหน่งรมว.คลังด้วย เป็นเรื่องที่ดีเพราะหลายนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่เน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนเป็นวาระเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจในตัวนโยบาย สามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจและสั่งการเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการ ขับเคลื่อนนโยบายได้ทันที
แม้ว่าตำแหน่งนายกฯ จะมีภารกิจค่อนข้างมาก แต่มองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อภาพรวมการบริหาร เนื่องจากสามารถแต่งตั้ง รมช.คลัง เพื่อมารับมอบนโยบายโดยตรงและนำไปขับเคลื่อนต่อ โดยนายกฯ คอยติดตามและให้คำแนะนำควบคู่ไปด้วยได้
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า นายเศรษฐาเหมาะสมหากควบตำแหน่งนายกฯ และรมว.คลังด้วย เพราะมีพื้นฐานมาจากภาคธุรกิจ ไม่มีฐานทางการเมือง หากจะบริหารตำแหน่งนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียวจะได้ดูนโยบายเพียงภาพกว้าง การนั่งคุมกระทรวงคลังเองจะช่วยให้สามารถเข้าบริหารจัดการ หรือตัดใจดำเนินการต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
การคลังถือเป็นกระทรวงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะนอกจากเป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บรายได้ ควบคุมการเบิกจ่ายงบประมาณของประเทศ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนโครงการประชานิยมทางการเมือง
ในแง่การเมือง คลังเหมือนศูนย์กลางอำนาจ เป็นหน่วยงานกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่สำคัญยังเป็น หน่วยงานตอบสนองโครงการตามนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย การแก้ปัญหาความยากจน โดยอาศัยการใช้งบประมาณซึ่งสามารถบอกทิศทางเศรษฐกิจประเทศและพรรคการเมือง จากการทำนโยบาย ยิ่งมีนโยบายอันตราย ลด แลก แจก แถมแบบประชานิยม หากบริหารไม่ดีจะเกิดปัญหาเสถียรภาพการคลังได้ นายกฯ จึงต้องมาดู เพื่อควบคุมรายจ่ายทุกกระทรวง และการใช้งบของ 11 พรรคร่วมด้วย ถือเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวและของพรรค ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าการที่นายกฯ นั่งควบรมว.คลัง คิดว่าจุดแรกจะแสดงว่านายกฯ มองเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องคลังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรคและพรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญคือทำให้ประเทศไทยมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ส่วนการที่เห็นชื่อรมช.คลัง ซึ่งอาจเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังมาก่อน นายกฯ จะมีผู้ที่ช่วยเหลือในเรื่องกฎระเบียบ มีผู้ที่เข้าใจงาน และผูกพันกับอธิบดีกรมต่างๆ ทำให้งานกระทรวงดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ นายเศรษฐา ให้ความเห็นถึงการที่ตนเองควบรมว.คลังว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา และรับทราบว่า การคาดหวังของประชาชนสูง แต่เชื่อว่าคนที่ถูกคัดเลือกพร้อมที่จะทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และเป็นธรรมดาที่รมช.จะต้องร่วมงานกับรมว.
“ไม่ว่าบุคคลที่เป็นรมช.จะมาจากพรรคการเมืองใดจะสามารถคุยและทำงานร่วมกันได้ ไม่อยากตั้งแง่ว่ามาจากพรรคไหน เชื่อว่า 11 พรรคการเมืองที่มาอยู่ด้วยกันวันนี้ทุกคนเข้าใจถ่องแท้ถึงความต้องการของประชาชน เข้าใจถึงปัญหา เข้าใจถึงการเดินไปข้างหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง” นายเศรษฐากล่าว
สำหรับผู้มีชื่อเป็นว่าที่รมช.คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
อีกคนนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.นี้ เป็นโควตาของพรรครวมไทย สร้างชาติ