การต่อสู้ทางการเมืองจาก “กรณี 22 สิงหาคม” ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้ง กว้างไกล

แม้กระทั่ง การตัดสินใจลาออกของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากการเป็นสส.หนึ่งเดียวของพรรคเสรีรวมไทยก็กลายเป็น “คำถาม”

เป็นเรื่องของ “สปิริต” หรือเป็นการ “ส่งสัญญาณ”

เนื่องจากภายในกระบวนท่าแห่งการลาออกมิได้กระทำ-อย่างเงียบๆ ตรงกันข้าม ยังแฝงด้วยคมเขี้ยวส่งผลให้เกิดสภาพรอยเลือดหยดรายทาง

ไม่ว่าต่อ “เพื่อไทย” ไม่ว่าต่อ “ก้าวไกล”

ยิ่งกว่านั้น อารมณ์ของสังคมต่อกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็แตกแขนง

มีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเสียดาย เพราะความชื่นชมในบทบาทที่เกิดขึ้นในห้วงหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562

ไม่ว่าต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าต่อ นายสิระ เจนจาคะ

ขณะเดียวกัน ก็มีคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าสมควรไปตั้งนานแล้ว เนื่องจากความหงุดหงิดในห้วงแห่งการจัดตั้งรัฐบาล 312 เสียงซึ่งมาพร้อมกับเอ็มโอยู

เพราะว่ากระหน่ำเข้าใส่ “ก้าวไกล” อย่างหนักหน่วง

หากจำแนกแยกแยะในแต่ละคำพูดอันสะท้อนออกต่อแต่ละคนในทางการเมือง

เด่นชัดยิ่งว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยอมรับต่อการร่วมมือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่หงุดหงิดต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นั่นคือยอม “พลังประชารัฐ” แต่ไม่สุกงอมกับ “รวมไทยสร้างชาติ”

ประกอบกับเมื่อเห็นอย่างเด่นชัดถึงโฉมแห่งรัฐบาลใหม่อันมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ประสานเข้ากับพรรค รวมไทยสร้างชาติ

จึงพอสัมผัสได้ใน “แนวโน้ม” ที่จะตามมาในทางการเมือง

มีบทสรุปนานมาแล้วว่า สนามการเมืองคือสมรภูมิ อันแหลมคมยิ่งในการทดสอบ

ไม่เพียงทดสอบความรอบรู้ในทางการเมือง หากแต่ยังทดสอบเนื้อแท้ว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร เหมาะหรือไม่เหมาะกับการเป็น “นักการเมือง”

นี่ย่อมเป็น “หินลองทอง” อันทรงประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน