คอลัมน์ “บุ๊กสโตร์” เก็บตกการเสวนาหัวข้อ “คนดีศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาและชาติของสามัญชน” ในงาน Gypsy Book Fest เทศกาลหนังสือเพื่อเสรีภาพ โดย “ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์” และ “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” ชวนหยิบหนังสือ “คนดีศรีอยุธยา” ผลงานจากปลายปากกา “เสนีย์ เสาวพงศ์” ขึ้นมาอ่านใหม่อีกครั้ง เพื่อคลี่ขยายหลากแง่มุมต่างๆ

ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ตั้งต้นพูดคุยถึงนวนิยาย “คนดีศรีอยุธยา” ผ่านคำว่า “คนดี” ซึ่งปรากฏในชื่อเรื่อง โดยได้เล่าความเป็นมาเป็นไปของหนังสือเล่มนี้ซึ่งในยุคแรกเริ่มเป็นนวนิยายที่เริ่มต้นจากการเขียนเป็นตอนๆ ลงใน “มติชนสุดสัปดาห์” เมื่อพ.ศ.2524 รวมเล่มในตีพิมพ์ปี 2525 พร้อมชี้ชวนให้เห็นว่าในสมัยนั้นคำว่า “คนดี” คนในสังคมยังยอมรับร่วมกันว่าเป็นชุดคุณค่าความดีที่พึงปรารถนา

“แต่ปัจจุบันด้วยความวิปริตวิปลาสต่างๆ ทำให้ความหมายของคนดีเปลี่ยนไป ถ้าจะยืมคำของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาบอก ก็ต้องว่าความหมายของคนดีมันไม่น่ารักเสียแล้ว” ชูศักดิ์ระบุ

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี (?)

ด้านที่มาของชื่อนวนิยาย ชูศักดิ์สันนิษฐานว่าเสนีย์อาจเล่นล้อกับสำนวนที่ว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากใน ยุคนั้น โดยเสนีย์นำมาเรียงร้อยสลับคำใหม่

“สำนวนกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี มักจะมีนัยประหวัดในทำนองที่ว่า เมื่อสังคมวิกฤติจะมีคนดีขี่ม้าขาวมากอบกู้สังคมไทย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเราก็พบว่ามันมักจะเป็นนายพลขี่รถถังมากู้สังคมไทยมากกว่า แต่ว่าสิ่งที่เสนีย์ทำในทางกลับกัน คือเสนอคำว่า ‘คนดีศรีอยุธยา’ ซึ่งมีนัยยะในความหมายแบบที่ไม่ได้หวังคนดีขี่ม้าขาวมา แต่ให้ความสำคัญกับสามัญชนคนธรรมดาที่มีบทบาทกู้บ้านกู้เมือง พยายามจะเขียนนวนิยายที่สวนทางกับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เคยมีมา”

ชูศักดิ์ยังยกตัวอย่างเรื่องเล่าอิงประวัติศาสตร์อย่าง “บ้านบางระจัน” ที่คนเขียนไว้จำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่เสนีย์ได้เขียนไว้ในคำขอสารภาพก่อนเข้าสู่เนื้อเรื่องเช่นกันว่า

“เมื่อเดินย้อนรอยถอยหลังไปในแผ่นดินของประวัติศาสตร์ที่ส่วนใหญ่ว่างเปล่า เลาะเล็มไปตามต้นไม้ใหญ่ที่ได้รับการบรรจุอยู่ในประวัติศาสตร์แน่นอนแล้ว บนอาณาบริเวณที่รกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีการกล่าวถึงแม้สักวรรคหนึ่งหรือบรรทัดหนึ่งนั้น มีพืชคลุมดินอีกมากหลายที่ดูก็เหมือนไม่มีความสำคัญ…ผมพยายามขุดหา รากเหง้าของสิ่งเหล่านี้ด้วยจินตนาการที่มีอย่างจำกัด ท่ามกลางป่าละเมาะที่มีไม้แก่นที่แกร่งกล้าของบางระจัน คงจะมีต้นหญ้าหรือต้อยติ่งขึ้นอยู่บ้าง”

ในแง่นี้ข้อความข้างต้นได้สื่อให้เห็นความคิดของเสนีย์ที่เสนอว่า “บางระจัน” ถือเป็นไม้แก่นแกร่งที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยทางการไปแล้ว เสนีย์จึงอยากให้รู้จักดอกหญ้าและต้อยติ่งที่ไม่มีใครพูดถึงเลยด้วย ซึ่งชูศักดิ์มองว่านี่คือ “หัวใจ” สำคัญหนึ่งของนวนิยายเรื่องนี้

ชูศักดิ์ยังกล่าวอีกว่านวนิยายเรื่องนี้พยายามที่จะใช้วิธีการเล่าเรื่องให้สอดประสานไปกับไอเดียหลักของเรื่องขยายภาพคนธรรมดา ต้นหญ้า ต้อยติ่ง โดยไม่เชิดชูใครเป็นเทพเจ้า เป็นวีรบุรุษ ซึ่งสวนทางกับวิธีการเขียนประวัติศาสตร์แบบสมัยก่อน ทั้งในเชิงการสร้างตัวละคร การบรรยายตัวละคร และเนื้อหาของเรื่องที่ผู้เขียนพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเสนอเรื่องให้สอดคล้องความเป็นจริงและรักษาไอเดียเอาไว้ให้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งเรื่องไม่มีแม้แต่คำว่า “ชาติไทย”

ศิโรตม์ยังชวนพูดคุยต่อในประเด็นเรื่องแนวคิด “ชาตินิยม” โดยให้ความเห็นว่า

“ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ตอนช่วงม.2-3 ที่กระแสคลั่งชาติรุนแรงมาก แต่เล่มนี้กลับไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่พูดถึงประชาชน บ้านเราเมื่อนึกถึงการรักชาติ มันก็จะไปที่แนวคิดชาตินิยม แต่หนังสือเล่มนี้มันพูดถึงกรุงศรีอยุธยาในฐานะชุมชนของคนมากกว่า สำหรับคุณเสนีย์ คำว่าศรีอยุธยา มันไม่ใช่หมายถึงราชธานี แต่มันคือชุมชนมนุษย์ เขากำลังพูดถึงความผูกพันกับชุมชนมนุษย์ที่เขาสังกัดอยู่ว่าเขาอยากให้ชุมชนมนุษย์นี้อยู่รอดยังไง”

ขณะที่ชูศักดิ์ขยายประเด็นต่อไปถึงเรื่องราวของ “กรุงแตก” ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสชาตินิยมที่เราเห็น โดยเฉพาะกรณีบ้านบางระจันว่า

“นวนิยายเรื่องนี้ทั้งเรื่องไม่มีแม้แต่คำว่า ‘ชาติไทย’ เพราะในทางวิชาการแล้วในยุคนั้นก็ไม่ได้มีสำนึกเรื่องชาติ มันเป็นเรื่องบ้านเกิดเมืองนอนเสียมากกว่า และคนดีในเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่คนไทย มีคนมอญ คนพม่าด้วย ฉะนั้นเส้นแบ่งในเรื่องคนดีกับคนเลวในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชาติอย่างนิทานปลุกกระแสชาตินิยม”

ชูศักดิ์ยังกล่าวต่อถึงประเด็นคำสารภาพที่เสนีย์ได้เขียนเอาไว้ว่า “ผมไม่ได้ปลอมประวัติศาสตร์” ในแง่มุมที่น่าสนใจว่า

“ผมคิดว่าที่คุณเสนีย์กล้าประกาศว่าไม่ได้ปลอมประวัติศาสตร์ เพราะแกพยายามจะซื่อตรงต่อสิ่งที่คิดจริงๆ และสิ่งที่จินตนาการว่ามันน่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งเป็นการจินตนาการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้วาทกรรมชาตินิยมของรัฐไทยสมัยหลังที่ย้อนกลับไปครอบประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา”

ผู้หญิงในคนดีศรีอยุธยา

นอกจากประเด็นข้างต้น ศิโรตม์ยังชวนพูดคุยต่อถึงประเด็น “ผู้หญิง” ในเรื่อง โดยชูศักดิ์ก็ได้ให้ความเห็นว่าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง บทบาทของผู้หญิงในเล่มนี้โดดเด่นและมีพัฒนาการของตัวละครที่มีมิติและเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้าอย่างมาก เป็นประเด็นที่ร่วมสมัยทั้งที่ผู้เขียนได้เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ความคิดเรื่องนี้อาจยังไม่ก้าวหน้ามากนัก โดยชี้ชวนผู้ฟังไปอ่านประเด็นนี้ในหลากมุมกับคำตามของ “ไอดา อรุณวงศ์” ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 นี้ด้วย

วรรณกรรมไม่ได้แค่ทำสะเทือนใจ

ตอนท้ายชูศักดิ์และศิโรตม์ยังพูดคุยไปถึงประเด็นวรรณกรรมในหลากแง่หลายมุม ทั้งประเด็นจินตนิยมในนิยายอิงประวัติศาสตร์ กลวิธีการประพันธ์ และวรรณกรรมกับการทำงานในเชิงสังคม โดยชูศักดิ์ได้ให้มุมมองว่า

“วรรณกรรมและศิลปะจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้จะต้องเป็นวรรณกรรมและศิลปะที่ไม่ได้แค่ทำให้เราสะเทือนใจ แต่ต้องสะเทือนอารมณ์ถึงขั้นที่บันดาลใจให้เราลุกไปทำอะไรบางอย่างได้ด้วย นี่คือคำตอบของผมสำหรับคำถามที่ว่าวรรณกรรมมีพลังเปลี่ยนแปลงสังคมยังไง”

สั่งซื้อได้ที่ : https://bit.ly/3pWUWmh

ชมเสวนาย้อนหลังได้ที่

https://web.facebook.com/matichonbook/videos/293354169771109

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน