พรรคเพื่อไทยให้คำมั่น ประชุม ครม.นัดแรกจะลงมติให้ทำประชามติ ถามประชาชนเห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.
แต่พอพรรคก้าวไกลเสนอเลื่อนญัตติ ขอให้สภาพิจารณาเห็นชอบ แจ้ง ครม.ให้ทำประชามติ พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย อ้างว่ามีญัตติเรื่องแก้ปัญหาเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งสำคัญเร่งด่วนกว่า
ที่ไหนได้ พอพิจารณาญัตติกุ้ง สส.ก้าวไกลขอนับองค์ประชุม สส.รัฐบาลเหลือแค่ 98 คน ส่วนใหญ่กลับบ้านแล้ว
พรรคเพื่อไทยจริงใจแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ น่าจะจริงใจ แต่คงคิดใช้มติ ครม.โดยไม่ต้องให้สภามีส่วนร่วม เพราะการตั้งคำถามประชามติของรัฐบาลเพื่อไทย น่าจะแตกต่างจากก้าวไกล หรือ iLaw ที่ระดม 2 แสนชื่อได้ใน 3 วัน ด้วยพลังแค้น กกต.ไม่ยอมให้ลงชื่อออนไลน์ ให้ลงชื่อบนกระดาษ แล้ว iLaw ต้องไปทำไฟล์ PDF ส่ง กกต.อีกที
คำถามของก้าวไกล คำถามของ iLaw คือ ประชาชนเห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดย สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
คำถามนี้ ตั้งเพื่อปิดช่อง สสร. จากแต่งตั้ง ปิดช่องการแก้รัฐธรรมนูญอย่างมีข้อยกเว้น ไม่แก้ทั้งฉบับ
คำแถลงของพรรคเพื่อไทย ไม่มีคำว่า “ทั้งฉบับ” และ “สสร.จากเลือกตั้ง” เป็นการทำประชามติเฉยๆ กว้างๆ ว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่
ยิ่งถ้าไปดูคำแถลงของตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรค เพื่อไทย “ด่านสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะต้องฝ่าข้ามไปให้ได้ คือการประสานและร่วมมือกับทุกพรรคทุกฝ่าย โดยเฉพาะกับวุฒิสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้กำเนิด สสร. จะมีที่มาอย่างไร จะให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดหรือไม่ องค์ประกอบ คุณสมบัติ จำนวน อำนาจหน้าที่ ระยะเวลาการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเรื่องอื่นๆ”
นั่นแปลว่าหลังทำประชามติแล้วยังต้องไปให้ 250 สว.ร่วมกำหนด ซึ่ง สว.อาจมัดมือชก เพราะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3
สสร.ที่คาดหวัง อาจกลายเป็น สสร.แต่งตั้ง ลงประชามติกันแทบตายอาจได้เห็น สว.ตัวตึง หรือเนติบริกรรุ่นทายาทอสูร เข้าไปนั่ง สสร.
ไม่เห็นหรือว่า 250 สว.เริ่มมีไอเดียแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แก้ สว.ที่จะมาจากการเลือกกันเอง 200 คนต้นปีหน้า ให้มาจากการสรรหาด้วย และให้พวกตัวเองเป็นต่อได้
ยิ่งกว่านั้นถ้าไปดู สส.รวมไทยสร้างชาติชี้แจง Voters เหตุผลที่โหวตเศรษฐา คือจะไม่แก้ 112 ไม่แตะรัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น
งั้นแก้อะไร บทบัญญัติที่อ้างว่า “ปราบโกง” นั่นแหละตัวสำคัญ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทักษิณ-เพื่อไทยอย่างอยุติธรรม มา 17 ปี จนต่อเนื่องถึงอนาคตใหม่ ก้าวไกล
การกำหนดคุณสมบัติจุกจิกของ สส. รัฐมนตรี กำหนดมาตรฐานจริยธรรม กำหนดความผิดกว้างขวาง เพื่อให้องค์กรอิสระถอดถอน ยุบพรรค ตัดสิทธิ ได้ง่าย ทำลายอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนเกิดการลุกฮือปี 52-53 และ 63 นั้นแหละคือปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2550-2560
“กกต.มีไว้ทำไม” มีไว้แจกใบเหลืองใบแดง ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก กกต.ทั่วโลกเป็นแค่องค์กรกลางจัดเลือกตั้ง นี่ประชาชนเลือกมาแล้วยังต้องให้ กกต.ปั๊มตราจึงได้เป็น สส.
เลวร้ายกว่านั้นคือ กกต.จับโกงจับซื้อเสียงไม่ได้เลย เลือก สส. 500 คน กกต.จับพิธาแขวนคนเดียว ด้วยข้อหาไอทีวีเป็นหุ้นสื่อ ทั้งที่ปิดทีวีไปตั้งแต่ปี 2550
ประชาชนรู้กันทั้งประเทศ เลือกตั้งครั้งนี้ซื้อเสียงกระหน่ำ หัวละ 1,000 ยังน้อยไป แต่ กกต.จับมือใครดมไม่ได้
“รัฐธรรมนูญปราบโกง” แบบไหนกัน ประชาชน 14.4 ล้านคน เลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับหนึ่ง ชนะอย่างขาวสะอาด การเมืองใหม่ การเมืองดี ไม่มีเงินซื้อเสียง ขณะที่บางพรรคหมด เป็นหมื่นล้าน
แต่กลายเป็นว่าพรรคไม่ซื้อเสียงไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบ ถูกสกัดไม่ให้เป็นรัฐบาล ว่าที่นายกฯ ถูกแขวน และอาจถูกยุบพรรค ด้วยบทบัญญัติ “ปราบโกง”
ภายใต้เงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้อำนาจ สว.สกัดกั้น ต่อให้พรรคเพื่อไทยจริงใจแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่แน่ว่าจะได้แก้ให้เป็นประชาธิปไตย
ยิ่งตั้งคำถามประชามติเปิดช่อง ก็อาจกลายเป็น “ตีเช็คเปล่า” ให้ สส.พรรคร่วมรัฐบาล+250 สว. เอาไปปู้ยี่ปู้ยำ
บางคนบอกว่าถึงตอนนั้น หมออ๋องคงลาออกจากรองประธาน เพื่อให้ก้าวไกลเป็น “ฝ่ายค้าน” ตามความหมายมาตรา 256 ซึ่งต้องได้เสียงฝ่ายค้าน 20% การแก้รัฐธรรมนูญจึงผ่าน
แต่แน่ใจนะว่า พรรคก้าวไกลยังอยู่ ไม่โดนยุบพรรคเสียก่อน
รัฐบาลเพื่อไทยจะตั้งคำถามประชามติอย่างไร จึงสำคัญ ยิ่ง ถ้าถามเพียงเห็นชอบหรือไม่ ให้ตั้ง สสร.แก้รัฐธรรมนูญใหม่ ก็อาจกลายเป็นประชามติลวงตา ให้พรรคร่วมรัฐบาลและ 250 สว. เข้ามาแก้ให้แย่กว่าเดิม
ถ้าประชาชนเห็นชอบ ก็อาจตกหลุม แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ก็เท่ากับยอมรับความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560
นั่นจะเป็น Dilemma ให้ต้อง “รับไปก่อน แก้ทีหลัง” (ฟังคุ้นๆ)