เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่รัฐบาลชุดใหม่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ควงนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม หารือกับผบ.เหล่าทัพคนใหม่ เพื่อประสานความร่วมมือการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลและกองทัพ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง มีมุมมองจากนักวิชาการ ดังนี้

นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า การที่นายเศรษฐาและนายสุทิน เดินสายพบผบ.เหล่าทัพ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร พวกเขาพยายามทำให้คนยอมรับว่า พวกเขาคือตัวจริง เป็นการเดินสายหลังการเข้ารับตำแหน่ง ต้องขยันตลอดเวลาอย่างที่เขาพูด

เหมือนกับตอนที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยเดินสายไปพบปะกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นน่าแปลกใจตรงไหน แต่ถ้าไม่เดินสายถึงจะเป็นเรื่องผิดสังเกตมากกว่า

สุขุม นวลสกุล

สิ่งที่นายกฯ และนายสุทิน เข้าพบบุคคลด้านความมั่นคง จะเป็นผลบวกมากกว่าผลลบอยู่แล้ว เพราะนโยบายหลายอย่างของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวข้องกับฝ่ายกองทัพ เช่น กองทัพ สมัยใหม่ การเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารเป็นรูปแบบสมัครใจในเดือน เม.ย.2567 ที่จะมีการเกณฑ์ทหารอีกครั้งก็เกี่ยวกับกองทัพทั้งสิ้น

ดังนั้น การเข้าพบหารือเกี่ยวกับนโยบาย หรือการอธิบายในแง่ของนโยบายเป็นเรื่องที่ดีกว่าการที่จู่ๆ จะมีคำสั่งไปเปลี่ยนของเดิม

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับนโยบายใหม่ๆ ของพรรคเพื่อไทย อย่างเรื่องระบบการเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ เท่าที่ทราบมีคนจำนวนไม่น้อยที่จะเสียเงินเพื่อไม่ยอมเป็นทหารกันตั้งเยอะ

ฉะนั้นถ้าเอาคนที่สมัครใจมาเป็นทหารไม่ดีกว่าหรือ ถึงแม้จะมี ทหารจำนวนน้อยลง แต่ส่งเสริมทหารเหล่านี้มีรายได้ และให้มีประโยชน์ทางด้านการทหารเพิ่มขึ้น อาจจะมีคนสมัครใจเป็นทหาร

ส่วนกองทัพผมมองว่า การรบกันแบบเก่า ยกกองทัพ สร้างกองกำลัง ผมว่าไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

สำหรับเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม อย่าเพิ่งไปคิด ว่าจะมีปัญหาอะไร เพราะรัฐบาลยังไม่เริ่มทำงาน เป็นเรื่องธรรมดา

แต่การจะปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงใดๆ เจ้ากระทรวงหรือฝ่ายการเมือง ต้องทำให้ฝ่ายประจำหรือฝ่ายข้าราชการเข้าใจในนโยบายของพวกเขา

พวงทอง ภวัครพันธุ์

นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่พูดคุยเพื่อให้เกิดการไว้วางใจกัน เข้าใจกัน ไม่ทำรัฐประหารกัน กองทัพอยากได้อะไร หรือกองทัพไม่อยากให้ฝ่ายรัฐบาลพลเรือนทำอะไรให้บอกมา รัฐบาลพร้อมที่จะตามใจก็แค่นั้นเอง ไม่ได้พูดคุยเพื่อที่จะเข้าไปปฏิรูป ให้กองทัพมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือเพื่อที่จะทำให้อำนาจของพลเรือนในการควบคุมกองทัพนั้นเข้มแข็งขึ้น

พรรคเพื่อไทยไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าไปปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นจุดยืนตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง หรือตั้งแต่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นต้นมา ที่จะไม่แตะต้องอำนาจของทหาร

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะเห็นว่า นอกจากเรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหารให้เป็นภาคสมัครใจ ซึ่งตอนนี้ก็ถอยแล้ว กลายเป็นว่าให้กองทัพตัดลดกำลังพลเอง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วง 9 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายเกี่ยวกับกองทัพ ในสภาช่วง 4 ปีที่ผ่านมา อย่างหนักหน่วงจากพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย ฉะนั้น จึงเป็นการปรับตัวจากภายในเอง จะไม่มีการแตะต้องกฎหมายการเกณท์ทหารจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ถือว่าเบี้ยวข้อตกลงช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

ปัญหาคือแค่เรื่องเกณฑ์ทหารเรื่องเดียวพรรคเพื่อไทยยังไม่ ทำเลย เรื่องอื่นๆ พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดอำนาจสภากลาโหม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องกำลังพล เรื่องกิจการภายในทหารทั้งหมด ซึ่งพลเรือนแทบจะไม่มีสิทธิ์ มีเสียงใดๆ ในกิจการทหารเลย เพราะอำนาจของสภากลาโหม อยู่ที่พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม

ถ้าไม่แตะพ.ร.บ.นี้ จะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องรมว.กลาโหม ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลขึ้นไป รัฐบาลก็จะไม่สามารถป้องกันการรัฐประหารที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะคนที่จะไปนั่งในตำแหน่งที่มีอำนาจในการรัฐประหาร ไม่ใช่เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล

ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นดีลหนึ่งที่สำคัญ ที่การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากพรรคของทหาร คือพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นข้อตกลง ที่จะไม่แตะต้องอำนาจทางทหาร

อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พูดคือ กองทัพมีงานจำนวนมากที่เป็นประโยชน์กับสังคม จึงจะให้ กองทัพไปทำงานด้านนี้มากขึ้น เพราะปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีศึกสงคราม กับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

ปัญหาคือสิ่งที่นายสุทินพูดถูกเพียงครึ่งเดียวที่ บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องมีกองทัพใหญ่โต เพราะไม่ได้มีศึกสงคราม แต่การที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการตัดกำลังพล ก็จะมีกำลังพลมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังพลในส่วนของทหารชั้นสัญญาบัตร

นอกจากนี้ การเอาพลเรือนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกองทัพมานั่งกระทรวงกลาโหมจะเกิดปัญหา วิธีป้องกันที่จะไม่ให้เกิดการรัฐประหารคือต้องตามใจเรื่องการไม่ตัดกำลังพล และยังไม่ตัด งบประมาณอีกด้วย

คนที่พรรคเพื่อไทยเลือกเข้าไปไม่มีความรู้ในงานด้านนี้เลย แถมยังช่วยขยายกิจการกองทัพให้เข้ามาแทรกแซงสังคมมากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน