เอเอฟพีรายงานวันที่ 5 ก.ย. ถึงการจับตาการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 43 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีประเด็นสำคัญที่บรรดาผู้นำชาติอาเซียนจะร่วมกันหารือและหาทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับวิกฤตความรุนแรงที่ยืดเยื้อในเมียนมานับตั้งแต่เหตุรัฐประหารในปี 2564 และการแสดงออกที่ก้าวร้าวมากขึ้นของจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ “ความท้าทายในอนาคตกำลังหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลจากมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม อาเซียนตกลงที่จะไม่เป็นตัวแทนของอำนาจใดๆ และจะร่วมมือกับใครก็ตามเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง เราต้องแน่ใจว่าเรือลำนี้ยังคงแล่นต่อไป และเราต้อง เป็นกัปตันเรือของเราเองเพื่อบรรลุสันติภาพ” ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย กล่าวเปิดการประชุมในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้
วันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชาวัย 45 ปี กล่าวก่อนร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนว่าจะยกระดับให้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2593 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า ถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะครั้งแรกบนเวทีระหว่างประเทศ นับตั้งแต่รับตำแหน่ง เมื่อเดือนส.ค. ต่อจากนายฮุนเซน ผู้เป็นบิดา หลังชนะการเลือกตั้งทั่วไปด้วยคะแนนถล่มทลายท่ามกลางข้อครหาเพราะเป็นการเลือกตั้งแบบไร้พรรคคู่แข่ง
นายกฯ ฮุน มาเนต ยังกล่าวอีกว่าจะทำให้กัมพูชาเป็นเมืองหลวงแห่งทุนมนุษย์ เศรษฐกิจดิจิทัล ความยั่งยืนและการไม่แบ่งแยก โดยเรียกแผนดังกล่าวว่า “กลยุทธ์ห้าเหลี่ยม” ผู้นำหนุ่มกล่าวด้วยว่าการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นในกลุ่มชาติมหาอำนาจโลกสร้างแรงกดดันต่อสันติภาพ ความมั่นคง และความรุ่งเรืองของอาเซียนโดยรวม ตนขอเรียกร้องให้อาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศต่อต้านการคุกคามโดยใช้กำลังต่อรัฐอธิปไตย อาเซียนและยูเอ็น จะต้องยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งเอกราช อธิปไตย และการไม่แทรกแซง