หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ แล้ว

‘ครม.เศรษฐา 1’ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา

6 ก.ย. นายเศรษฐา เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ เพื่อเตรียมพร้อมในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

“ทุกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ทุกท่านตระหนักดีถึงปัญหาความเร่งด่วนของบ้านเมืองที่ต้องแก้ไข ทุกคนทราบกันดีว่าเวลาไม่คอยใครและปัญหาก็ถาโถมเข้ามาเยอะ เราทำงานกันทุกวัน พยายามหยิบยกปัญหาใหญ่ๆ ที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาแก้ไขให้ได้ทั้งหมด โดยได้พูดคุยกับรัฐมนตรีหลายท่านแล้วทุกท่าน มีความกังวลใจในเรื่องบ้านเมือง”นายเศรษฐากล่าว

ส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภากำหนด วันที่ 11 ก.ย. เบื้องต้นมีนโยบายหลักๆ ที่นายเศรษฐา จะแถลงต่อรัฐสภา อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, เกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ, แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คงหมวดที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

นายวันชัย สอนศิริ สว. กล่าวว่า เท่าที่แลกเปลี่ยนพูดคุยกันในแต่ละกรรมาธิการ (กมธ.) โดยเฉพาะนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเงินดิจิทัล 10,000 บาท ต้องซักถามกันมาก รวมถึงนโยบายปรองดอง การทหาร และทุกนโยบาย เชื่อว่า สว. ซึ่งเป็นการทำหน้าที่เป็นวาระสุดท้ายในสภา มีความกระตือรือร้นในการอภิปราย โดยเฉพาะสว.ต่างจังหวัด ที่ได้รับการร้องเรียนปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหา พืชผลการเกษตร อยากดูว่าในระยะเวลาที่รัฐบาลบริหารช่วงแรก 3-6 เดือน จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและความหวังให้กับประชาชนตามที่หาเสียงได้หรือไม่

สว.คงไม่ปล่อยให้รัฐบาลแถลงนโยบาย แล้วกลับไปเฉยๆ จะต้องหาคำมั่นหาคำยืนยันให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พูดไว้แต่ละนโยบายทำได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ ค่าครองชีพ และนโยบายพักหนี้ต่างๆ เมื่อไรทำได้ ไม่ใช่เหมือนพรรคการเมืองอื่นๆ หรือ รัฐบาลอื่นๆ ที่แถลงนโยบายเสร็จ ทำได้หรือไม่ ก็ไม่รับผิดชอบ

ส่วนนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อไทยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาตินั้น สว.จะขอคำมั่นว่า จะแตะหมวดพระมหากษัตริย์หรือไม่อย่างไร รวมถึงประเด็นที่แก้ไขต่างๆ มีอะไรบ้าง ที่สำคัญคือการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด หรือมาจากส่วนใด หากมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะเกิดอิทธิพลครอบงำจากพรรคการเมือง ทำให้รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากความต้องการของประชาชนจริง

เชื่อว่าการอภิปรายจะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าการแถลงนโยบายสมัยรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ที่เวลารวม 30 ชั่วโมง

ด้าน นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. กล่าวว่า สว.จะอภิปรายเสนอแนะทิศทางหรือการทำงานของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่หาเสียงไว้ และนโยบายที่ต้องดำเนินการที่เป็นหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงในส่วนเศรษฐกิจ อย่างแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท จะมี นายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธ์ สว. ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดำเนินการ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ สว. กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ หากจะแก้ประเด็นไหนก็แก้กันไป การยกร่างใหม่ต้องเสีย ทั้งเงิน เวลา และเสียกำลังงาน ผู้นำต้องชั่งให้ดี แต่ถ้าบอกว่าไปสัญญากับประชาชนไว้แล้วก็คงไม่เป็นไร เพราะเห็นที่สัญญาไว้ไม่ทำก็ เยอะแยะไป ขอให้ตั้งใจทำประโยชน์ให้บ้านเมืองก็แล้วกัน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. กล่าวว่า การอภิปรายนโยบาย รัฐบาลจะพุ่งเป้าไปในส่วนไหนคงต้องมีการปรึกษากันก่อน เพราะหากตนอภิปรายจะเป็นการเรียกแขก และอภิปรายไม่ยั้ง ถ้าตนพูดข้อมูลอยู่ในสมองหมดแล้ว

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท เรื่องเจ้าของพรรคเพื่อไทย ถ้าตนอภิปรายทำเสียงหล่อไม่เป็น ต้องว่ากันไปตามเนื้อเรื่องว่าสงสัยอะไรบ้าง อย่างนายกฯ มีแผลเยอะ

ตอนนี้คนเริ่มส่งข้อมูลมาให้ตนแล้วเรื่องเก่าๆ ทั้งที่ตนไม่รู้มาก่อน จึงต้องมาแลกเปลี่ยนแบ่งเรื่องกันว่าใครจะพูดอะไร ยืนยันไม่มีใครสั่งห้ามตนได้ เพราะตนเป็นหัวโจกด้วยซ้ำไป

ขณะที่สส.ฝ่ายค้าน นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคก้าวไกล(ก.ก.) ระบุว่า ประเด็นหลักที่จะอภิปราย คือ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะแก้ไขโดยส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้ง หรือมาจากการเลือกตั้ง การยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร นโยบายปฏิรูปกองทัพ

รวมถึงเรื่องพลังงาน ที่อยากตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมถึงยก ตำแหน่งรมว.พลังงาน ให้กับพรรคเดิมเข้ามากับกำดูแล เพราะใน 4 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ ประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่จะอภิปรายปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าครองชีพ และเรื่องการทำประมงด้วย

ส่วน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า หากปี 2567 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำได้จริง ภายในเดือนเม.ย.2567 ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ จะทำให้เกิดแรงกระแทกและพลิกโฉมเศรษฐกิจได้มาก จากเม็ดเงินที่ใช้กว่า 5 แสนล้านบาท และเกิดการหมุนเวียนทั้งระบบ ได้ถึง 1.2-1.5 ล้านล้านบาท ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้า โตได้ถึง 5% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอต้ว

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลเศรษฐา 1 ต้องเจอความท้าทายระยะสั้นคือต่อสู้ระหว่างแรงกดดันที่อยากให้รัฐบาลทำตามที่หาเสียง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จึงควรคัดนโยบายที่สำคัญ เหมาะสมกับช่วงระยะเวลา

บางนโยบายอาจไม่จำเป็นต้องทำแล้ว บางนโยบายอาจปรับขนาด เช่น เงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่เป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย ต้องดูว่าในปัจจุบันว่าจะกระตุ้นระดับไหน หากประมาณการว่าเศรษฐกิจควรโต 3.7-3.8% แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าโตเพียง 2.8% แปลว่าหายไป 1% หรือราวๆ 1-2 แสนล้านบาท ดังนั้นการให้งบ 5.6 แสนล้านบาท อาจเยอะเกินไป เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ หากตัดบางส่วนมาใช้สำหรับรัฐสวัสดิการเป็นทางออกได้

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า วิกฤตที่เข้ามามี 3 แบบคือ วิกฤตที่มาจากอดีต วิกฤตในอนาคต และวิกฤตที่รัฐบาลจะสร้างเอง เมื่อดูการศึกษากับแรงงาน ต้องทำทั้งกลุ่มวัยเรียนและกลุ่มวัยทำงานไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะคนที่ทำงานแล้ว 12 ล้านคน ต้องมีการเพิ่มทักษะให้ สูงขึ้น ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อย่างนั้นคนจะตกงานเยอะ แต่ยังไม่เห็นนโยบายพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนที่ชัดเจนเรื่องนี้

ที่มองว่าต้องทำในกลุ่มนี้ก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่จะทำให้เกิด การขยายจีดีพี ทำให้รัฐบาลมีงบในการสร้างคน ใช้ในด้านต่างๆ ถ้า 1 ปียังไม่เป็นรูปธรรม เกรงว่าจะไม่ทัน

นอกจากนี้ ต้องระวังเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในขณะที่ตลาด แรงงานต้องการคนเก่ง คนที่ได้เปรียบคือคนมีฐานะดี ดังนั้นหาก ไม่ได้แก้เรื่องการศึกษาที่ดี อีก 6-7 ปีจะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างใหม่ มีคน 20% ไปต่อได้ แต่จะมีกำลังไม่พออุ้มคน 80%

แต่ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน