ปัญหาการแบ่งโควตากมธ.ในสภา เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการ เป็นประธานใน กมธ.ที่มองไว้ เมื่อตรงกันจึงต้องมาแย่งกัน เพราะแต่ละฝ่ายมีเรื่องที่อยากผลักดัน
พรรคก้าวไกลมีประเด็นข้อกฎหมาย จึงอยากได้กมธ.ที่ทำงานได้ตามที่ต้องการ นอกนั้นจะเป็นกมธ.ที่มีบทบาทในด้าน ตรวจสอบ เช่น กมธ.ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่าเมื่อเป็นฝ่ายค้านต้องตรวจสอบรัฐบาล
ดังนั้น กมธ.ประเภทนี้ควรเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน ไม่ควรที่ฝ่ายรัฐบาล จะมาแย่ง และโดยหลักการแบ่งกมธ.ควรให้น้ำหนักกมธ.ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ควรเป็นของฝ่ายค้าน
ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าหากกมธ.เป็นของรัฐบาล อาจง่ายในการประสานงานตรวจสอบ คงเป็นห่วงว่าหากให้กมธ.ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบไปอยู่กับพรรคก้าวไกล จะมีการตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น หากได้กมธ.ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบไปดูแลอีกก็จะเพิ่มอาวุธ ให้พรรคก้าวไกล
รัฐบาลจึงอยากได้กมธ.ที่สอดคล้องกับรัฐบาลมาดูแล จะมีประโยชน์ในแง่ที่จะช่วยกันทำงาน เพราะนโยบายบางอย่าง อาจจำเป็นต้องออกกฎหมายรองรับ ถ้าได้กมธ.มาช่วยก็จะเพิ่มการทำงานให้ดีขึ้น เวลาจะออกกฏหมายก็จะมีข้าราชการ ในกระทรวงเป็นมือเป็นไม้หลัก แต่ถ้ามีกมธ.มาช่วยจะทำงานข้ามพรรค ทำงานกับภาคประชาสังคมภาควิชาการได้
ขณะที่พรรคก้าวไกลก็อาจมองได้ว่าหากกมธ.ดังกล่าวไปอยู่กับรัฐบาล อาจมีการฮั้วตรวจสอบกันได้
สุดท้ายปัญหาแย่งกมธ.อยู่ที่การพูดคุยกัน ถ้าคุยกันแล้วตกลงได้ก็จบ ถ้าคุยไม่ได้ท้ายสุดคงต้องจับสลาก หากพูดกัน ไม่ได้จริงๆ ก็จะมี 2 แบบ คือ จับสลากทั้งหมดทั้งที่ กมธ.บางคณะ ตกลงกันได้แล้ว หรือจับสลากเฉพาะ กมธ.ที่มีผู้แสดงความต้องการ มากกว่าหนึ่ง
หากจำเป็นต้องจับสลากจริงอยากให้เป็นแบบวิธีหลัง คือให้จับสลากใหม่ทั้งหมด วัดดวงกันไป เพราะในความเป็นจริง เมื่อจับสลากแล้วก็สามารถไปสลับกันในภายหลังได้