คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายเศรษฐา ทวีสิน แถลงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 11-12 ก.ย. เน้น 5 นโยบายเร่งด่วนกระตุกเศรษฐกิจให้ตื่น เพื่อฟื้นเศรษฐกิจของประเทศตามมา ทั้งใส่เงินเข้าในระบบ แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แก้ปัญหาหนี้สินทั้งภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทั้งค่าก๊าซ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว
สำหรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป สามารถใช้จ่ายที่ร้านค้าต่างๆ ในรัศมี 4 ก.ม. จากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน มีระยะเวลาให้ใช้ภายใน 6 เดือน เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง และถูกบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่สส. และสว. อภิปรายแสดงความเป็นห่วงหลายด้าน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงว่าสำหรับเรื่องรัศมี 4 ก.ม. ของการใช้ดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เป็นเรื่องที่เราตระหนักดีว่าในชนบทอาจมีร้านค้าไม่เพียงพอ จึงขอไปดูรายละเอียดและดำเนินการให้เหมาะสมอีกครั้งตามคำแนะนำของสมาชิก ถ้าคนที่มีถิ่นฐานจังหวัดใดก็ควรกลับไปใช้ที่นั่น ซึ่งมีเวลา 6 เดือนในการกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง จะทำให้สถาบันครอบครัวแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น เรื่องรัศมี 4 ก.ม. ตามบัตรประชาชนขอคงไว้ ยกเว้นบางจังหวัดหรือบางเขตที่อาจต้องมีการขยาย
ส่วนระยะเวลาในการใช้ 6 เดือนนั้น สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันจำเป็นต้องมี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายทุกชุมชนผ่านบล็อกเชน เพื่อให้ทุกคนมีสองกระเป๋า คือกระเป๋าเงินสดและกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับให้ไทยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกได้
ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ยืนยันว่าหลักคิดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ใช่เพื่อได้มาซึ่งคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันจำเป็นต้องมี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายทุกชุมชนผ่านบล็อกเชน เพื่อให้ทุกคนมีสองกระเป๋า คือกระเป๋าเงินสดและกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับให้ไทยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลกได้
สำหรับแหล่งที่มาของงบประมาณนั้น จะยึดมั่นกรอบวินัยการเงินการคลัง จะไม่แตะต้องทรัพย์สมบัติของชาติ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนวายุภักษ์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศหรือกองทุนประกันตน ขอเวลาตรวจรายละเอียด สุดท้ายจะชัดเจนทั้งกรอบการใช้เงิน ระยะเวลาดำเนินการ รวมถึงกระบวนการเอา งบประมาณมาใช้คืนให้หมดตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะ ไม่กู้เพิ่มแน่นอน
ขณะที่ นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นกับข่าวสดว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะทำให้ประชาชนมีเงินจำนวนมาก ใช้จ่ายในระยะเวลาที่จำกัด 6 เดือน หากมองในแง่ประโยชน์สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นนโยบายที่ออกมาไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา เพราะหากประเมินจากจำนวนคนอายุ 16 ปีขึ้นไปรัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 5.6 แสนล้านบาท ถือเป็นเงินมหาศาล
การใช้เงินจำนวนมาก รัฐบาลยุคลุงตู่ เคยดำเนินการมาแล้ว ในช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 ไม่มีคนคัดค้าน ทั้งที่ใช้เงินจำนวนมาก เพราะมีเหตุผล เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวหยุดทำงาน ประเทศไทย คนไทยตกอยู่ในสภาวะคนป่วยใกล้ตาย การใส่เงินเข้าไปในระบบโดยการแจกเงินใส่มือของประชาชน เป็นวิธีที่ใช้จัมพ์สตาร์ตเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจ เดินหน้าได้ขับเคลื่อนได้
ตอนนี้ประเทศไทย คนไทยอยู่ในช่วงที่ฟื้นไข้ แต่ยังมีโรคเรื้อรัง ไม่จำเป็นต้องจัมพ์สตาร์ตเศรษฐกิจ แต่ควรรักษาโรคเรื้อรังที่คนไทยและเศรษฐกิจไทยประสบอยู่ ดังนั้น นโยบายเงินดิจิทัลของรัฐบาล เป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่า ไม่ตรงจุด เม็ดเงินที่สูงประมาณ 5.6 แสนล้าน จะเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะให้กับประเทศ ในช่วง 6 เดือน เพิ่มขึ้น 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ถือว่า น่ากังวลมาก เม็ดเงินและ การใช้เป็นเรื่องน่ากังวล เป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่คุ้มค่าเงิน
เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ต้องยอมรับว่าลดความเหลื่อมล้ำได้มาก แต่ไม่ทำให้คนจนหมดจากประเทศไทยได้เลย เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในช่วงระยะสั้นๆ หลังจาก 6 เดือนใช้เงินหมด คนไทยก็กลับมาสู่จุดเดิม คือ จนเหมือนเดิม ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเหมือนเดิม วังวนเดิมๆ ก็กลับมา และอาจติดนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยไปเลย เพราะนโยบายไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสะสม ไม่แก้ปัญหาเรื้อรังของคนไทยและประเทศไทย ที่เหมือนคนป่วยเรื้อรัง
นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำมาจากไหน เพราะเงินทุกบาทที่ต้องทำนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท ต้องมีงบประมาณ มาค้ำประกันหนุนไว้ 1 บาท ดิจิทัลเท่ากับ 1 บาท จริงของงบประมาณ สิ่งที่ต้องดูคือ รัฐบาลจะใช้เงินจากไหน เบื้องต้นมี 3 วิธี คือใช้งบประมาณรายย่อย วันนี้น่าจะมีเงินไม่พอ เพราะรัฐบาลลุงตู่ทำงบขาดดุลไว้แล้ว 6.5 แสนล้านบาท แทบไม่เหลือเงินให้รัฐบาลนี้ใช้ดำเนินโครงการเงินดิจิทัล
วิธีที่ 2 กู้เงินจากธนาคารของรัฐ อาทิ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. หรือธนาคาร กรุงไทย จ่ายไปก่อน รัฐบาลค่อยหาเงิน มาคืน แต่ช่องว่างไม่ค่อยเหลือเงินให้ใช้แล้วเช่นกัน รัฐบาลลุงตู่ใช้ไว้แทบจะเต็มจำนวนที่กฎหมายกำหนดแล้ว วิธีนี้เรียกว่า การใช้นโยบายกึ่งการคลังเป็นวิธีที่ทั่วโลกไม่ทำกัน เสี่ยงต่อวินัยการคลังสูงมาก
วิธีสุดท้ายคือ การกู้เงิน ซึ่งปกติแล้ว จะถูกนำมาใช้เมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจ
นโยบายเงินดิจิทัล คือการแจกเงินให้ประชาชน ซึ่งวิธีการแจกเงิน รัฐบาลลุงตู่เคยทำคือ คนละครึ่ง โครงการนั้นทำให้ร้านค้ารายย่อย ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการเพราะได้เงินแค่ 6 เดือน แต่ต้องเข้าระบบภาษียาวตลอดไป ส่งผลให้โครงการนี้คนที่เข้าร่วมคือ ร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี หรือรายใหญ่ ที่เสียภาษีอยู่แล้ว ก็จะได้ประโยชน์ นโยบายเงินดิจิทัล จึงไม่ถูกที่ถูกเวลา

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รัฐบาลออกมาให้ข้อมูลไว้ว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เงินจะหมุนได้ 4 รอบ แต่โครงการนี้เป็นนโยบายระยะ 6 เดือน จึงมีข้อจำกัดว่า กระตุ้นเศรษฐกิจ ได้เพียงในช่วงเวลาที่แจกเงินและกำหนดใช้ หลังจากหมดนโยบายทุกอย่างกลับสู่ สภาพเดิม
หากรัฐบาลปรับวิธีการใช้เงินที่แจกคล้ายโครงการคนละครึ่ง แบบเป็นร่วมกันจ่าย เงินจะหมุนมากกว่า
ส่วนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเงินหมุนได้กี่รอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และวิธีการใช้ ซึ่งไม่ควรให้ใช้ เติมน้ำมัน หรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ หรือร้านที่เป็นแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ เพราะจำนวนรอบที่อยากให้เงินหมุนตามความตั้งใจของรัฐบาล คงเกิดน้อยกว่าใช้กับ ร้านในชุมชน ร้านขนาดเล็ก แต่ระยะทางที่กำหนด 4 ก.ม.นั้น คงต้องดูว่าจะมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ในแต่ละพื้นที่หรือไม่
ขณะนี้ต้องรอดูความชัดเจน ว่ารัฐบาล จะนำเงินมาจากไหน จะเป็นเงินกู้ หรือ งบประมาณ หรือหากใช้วิธีเกลี่ยงบประมาณ ก็อาจกระทบงบอื่นๆ หรือหากใช้เงินนอก งบประมาณ รัฐบาลต้องมีเงินมาใช้หนี้ หากหาเงินมาใช้หนี้ หรือหารายได้เพิ่มตามที่ประกาศไว้ คือจีดีพีประเทศจะโตประมาณ 5% ต่อปี ก็จะไม่กระทบความเชื่อมั่น
การแจกเงินของรัฐบาล เป็นนโยบายที่ ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ ดังนั้น ระยะกลางและระยะยาวต้องรอลุ้นการทำงานของรัฐบาลโดยภาพรวม หากสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อนำมาโปะเงินที่ใช้แจกได้ ก็จะไม่กระทบความน่าเชื่อถือตามกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ต้องมีกลไกเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืนด้วย
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ เสียดายเงิน 5.6 แสนล้านบาท และจะทำให้ประเทศเสียวินัยการเงิน การคลัง เพราะทำให้คนไทยนั่งฝัน นั่งเพ้อ รอแต่คนมาแจกเงินเพียงอย่างเดียว
หากรัฐบาลยืนยันจะทำ รู้สึกเป็นห่วงประเทศ ไม่รู้ว่าจะนำเงิน 5.6 แสนล้านบาท มาจากไหน หากนำงบประมาณรายจ่ายประจำปีมาใช้ จะกระทบกับความเชื่อมั่นและกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศแน่นอน เพราะงบรายจ่ายประจำส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เพื่อการซ่อมและบำรุงรักษาโครงการต่างๆ หากโยกไปใช้ในโครงการใหม่ จะทำให้เกิดปัญหาโครงการเดิม
ที่สำคัญทำแล้วใครจะได้ประโยชน์สูงสุด กลัวว่าผู้ค้าปลีกรายย่อยจะไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการ เพราะไม่มีเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จะดำเนินการ กฎกติกาก็ไม่เอื้อร้านเล็ก คาดว่าจะมีแค่ 10 ตระกูลนายทุนใหญ่ด้านค้าส่งค้าปลีกที่จะได้ประโยชน์โดยตรง เหมือนกับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา
จึงไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโตครั้งใหญ่ตามที่หลายฝ่าย อวดอ้าง เชื่อว่าเงินที่หมุนเข้าไปในระบบจะไหลไปลงทะเลใหญ่ของพวกนายทุนเพียง ไม่กี่ราย เม็ดเงินใช้จ่ายที่สะพัดในระบบจะหมุนเพียงไม่กี่รอบเท่านั้น เพราะกระจายไปไม่ถึงร้านค้ารายเล็กรายย่อย ในภูมิภาคซึ่งเป็นคนระดับรากหญ้า
ถ้าต้องการให้เม็ดเงินโครงการหมุนหลายรอบ และกระตุกเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ได้จริง ต้องมีการปรับเกณฑ์เปิดทางให้ธุรกิจรายเล็กๆ ในท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการและได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เช่น อาจขยายระยะเวลาการใช้จ่ายเงินให้มากกว่า 6 เดือน และให้ยาวไปถึงช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ของไทย อาทิ สงกรานต์ หรือปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาอยู่แล้ว เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสะดวกขึ้น รวมทั้งการผ่อนคลายกฎเรื่องการใช้เงินในระยะ 4 ก.ม. เนื่องจากใน ต่างจังหวัดไกลๆ อาจมีร้านค้าไม่ถี่ขนาดนั้น
สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยตอนนี้ยัง ไม่ฟื้น เดินต่อไปไม่ได้ เพราะคนจนยังไม่มีเงิน ไม่มีงาน หากจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจต้องผลักดันให้นโยบายครอบคลุมกระจายไปถึงภาคธุรกิจรายย่อยในภูมิภาคด้วย เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับรากหญ้า
ไม่เชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานประเทศให้เป็นผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยทำแบบฉาบฉวย ใช้เงินสร้างภาพหาเสียง ใช้เงินแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่ได้มีแผนนำเงินไปลงทุนและพัฒนาระบบโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างแท้จริง
จากความเห็นของหลายฝ่ายนี้ จึงถือเป็นโจทย์หินของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต