อีกประเด็นทางการเมืองที่ถูกพูดถึงท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ‘เศรษฐา 1’ ภายหลังโฆษกรัฐบาลแถลงถึงการยกเลิกคำสั่ง และกฎหมายที่ออกในยุค คสช.
มีข้อเสนอให้รัฐบาลตั้งฝ่ายกฎหมาย เพื่อให้การเดินหน้านโยบายหลายด้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายไม่สะดุด โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิกคำสั่งคสช.ที่ล้าสมัย และอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
ในความเห็นต่อประเด็นนี้ของนักวิชาการ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวกรณีรัฐบาลไม่มีรองนายกฯ ด้านกฎหมายว่า นัยยะแรกเรื่องนี้สะท้อนถึงเกมภายในพรรคเพื่อไทยเองที่ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งคนที่มีความสามารถเหมาะสมทางด้านกฎหมายเข้ามาในรัฐบาลได้ เพราะต้องจัดสรรตำแหน่งให้กับบุคคลอื่นด้วยระบบต่างตอบแทน อาทิ คนที่มีบทบาทภายในพรรค หรือคนที่เป็นบ้านใหญ่
ทำให้โควตาสำหรับคนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่อาจมีบทบาทในพรรคไม่มากเท่าบรรดาพวกแกนนำหลักเลยหมดโอกาสไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งก็ก่อให้เกิดผลเสียกับตัวรัฐบาลเอง ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนเข้ามาช่วย กลั่นกรองหรือการดำเนินงานของรัฐบาล เพราะการดำเนินงานของรัฐบาลนั้น เกี่ยวข้องกับระเบียบและกฎหมายเป็นจำนวนมาก
ไม่ใช่เป็นบริษัทธุรกิจที่ซีอีโอสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่ในแง่รัฐบาลต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานจำนวนมากและเกี่ยวกับระเบียบกฎหมายจำนวนมาก โดยเฉพาะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของการเมืองการปกครองและกฎหมายด้วย
หากรัฐบาลไม่ตระหนักจุดนี้อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐบาลเองในระยะถัดไป เพราะฉะนั้นยังสามารถแก้ไขได้หากมองเห็นปัญหา เพราะยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างอยู่ 2 ตำแหน่งที่ยังไม่ได้แต่งตั้ง อาจตั้งนักกฎหมายมหาชนเข้ามา ตำแหน่งรองนายกฯ ตอนนี้โควตาเต็มแล้วก็ตั้งให้ รมต.สำนักนายกฯ ไปก่อนก็ได้ แล้วให้รับผิดชอบดูแลทางด้านกฎหมาย
การตั้งนักกฎหมายมหาชนในรัฐบาลต้องเข้าไปนั่งประชุมในครม.ด้วย ถ้าไม่มีตำแหน่งก็ไม่สามารถไปนั่งในที่ประชุมครม.ได้ เวลาประชุมครม.หากมีปัญหาข้อกฎหมายก็สามารถวินิจฉัยและตัดสินใจได้ว่าอะไรที่ควรพูดหรืออะไรที่ควรทำ โดยที่ไม่ขัดกับหลักกฎหมายจะสามารถเสนอแนะได้อย่างทันทีทันใด แต่หากเป็นที่ปรึกษาอยู่นอกการประชุม ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมครม.ได้ การตัดสินใจก็อาจจะไม่ทันท่วงที
ส่วนรัฐบาลที่ต้องเข้ามาดำเนินการทั้งเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับแก้และยกเลิกกฎหมายและคำสั่งคสช.อีกมาก เป็นพันธสัญญาที่พรรคเพื่อไทยได้ทำไว้กับประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้กฎหมายต่างๆ ของคสช. ที่ไม่มีประสิทธิผล หรือกฎหมายที่ล้าสมัยต่างๆ
ถ้าไม่มีมือกฎหมายหรือทีมกฎหมายที่ดี การทำเรื่องเหล่านี้ก็อาจมีปัญหาและเกิดอุปสรรคได้ อาจกระทบกับแนวทางที่กำลังจะวางต่อไปในอนาคต
แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไร จึงไม่จริงจังที่จะแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้กฎหมายตามที่ได้เคยสัญญาไว้ ถึงตั้งคนที่ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถเข้ามา

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมา ธิราช กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลยังขาดอยู่คือทีมกฎหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่รัฐบาลควรต้องตั้งทีมกฎหมาย หรือทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพราะว่ากระบวนการในการตอบคำถามต่อสื่อมวลชน หรือในการดำเนินกิจการต่างๆ ในทางการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เรื่องกฎหมาย
ที่สำคัญเรื่องกฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องสื่อกับสังคมให้ถูกต้อง จึงต้องอาศัยทีมที่ปรึกษา หรือมีทีมกฎหมาย ยิ่งกรณีเกิดข้อผิดพลาดจากการแถลงข่าวล่าสุดรัฐบาลก็ควรต้องตั้งทีม กฎหมายโดยเร็ว และเป็นเรื่องที่จำเป็นก่อนที่จะเป็นปัญหาไปมากกว่านี้ ส่วนตัวคิดว่าควรตั้งเป็นทีมกฎหมาย น่าจะดีกว่าการตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย
ถามว่าใครในรัฐบาลที่เหมาะสมจะเป็นทีมกฎหมาย เท่าที่ดู ในรัฐบาลยังไม่มีนักกฎหมาย น่าจะต้องดึงบุคคลภายนอกเข้ามา ช่วย และอาจมีรองนายกรัฐมนตรี หรือรมต.สำนักนายกฯ เป็น ผู้ประสานงาน
รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เป็นจุดอ่อน เพราะจะทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาลตามมา