กลายเป็นเรื่องลุกลามบานปลาย และไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแต่อย่างใด สำหรับเหตุมือปืนโหด ‘หน่อง ท่าผา’ ลูกน้องคนสนิทกำนันนก คนดังเมืองนครปฐม ก่อเหตุรัวยิง สารวัตรแบงก์ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรทางหลวง คาโต๊ะจีนงานเลี้ยงที่บริษัทของกำนัน

ตามมาด้วยการไล่ล่าติดตามตัว และวิสามัญฆาตกรรม หน่อง ท่าผา หลังพบหนีไปกบดานในโรงธูปร้าง ที่อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี

ซึ่งก็แน่นอนว่าคดีไม่ได้ยุติลงแค่การจับตายมือปืน เมื่อการตรวจสอบแตกแขนงไป ไล่ตั้งแต่ตัวกำนันนก ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี และสอบขยายผลไปถึงการเป็นผู้มีอิทธิพล รวมทั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ประมูลงานรัฐได้สารพัด ว่าเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ฮั้วประมูลหรือไม่

รวมทั้งกรณีที่ผู้กำกับเบิ้ม ผู้บังคับบัญชาของสารวัตรแบงก์ ที่ทนกับความรู้สึกผิด ไม่ไหว ตัดสินใจอัตวินิบาตกรรม จนกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดของแวดวงสีกากี

ตามมาด้วยการติดตามดำเนินคดีกลุ่มตำรวจที่อยู่ร่วมงานเลี้ยง ซึ่งตอนนี้มีอย่างน้อย 6 คนโดนดำเนินคดี และยังอยู่ระหว่างการเช็กวงจรปิด เพื่อเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้นวันเกิดเหตุ ว่าใครทำอะไรอยู่ตรงไหน

แล้วทำไมผู้นำท้องถิ่นอย่าง ‘กำนันนก’ ถึงมีบารมีและอิทธิพลเหนือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

เป็นเรื่องที่ต้องคลี่คลายกันต่อไป

สอบกำนันนกฮั้วประมูล

ภายหลังจากที่นายประวีณ หรือกำนันนก จันทร์คล้าย อายุ 35 ปี รุดเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 7 ก.ย. หลังศาลจังหวัดนครปฐมอนุมัติหมายจับ ที่ 427/2566 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2566 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 84 โดยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างเพียงว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้ นายธนัญชัย หรือ หน่อง หมั่นมาก มือปืน ก่อเหตุยิง พ.ต.ต.ศิวกร เสียชีวิตแต่อย่างใด

ต่อมาวันที่ 9 ก.ย. เจ้าหน้าที่คุมตัวไปฝากขังศาลอาญา พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล สนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ใช้อำนาจบารมีขอให้ผู้ตายย้ายข้าราชการตำรวจ เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง มีพฤติกรรมอุกอาจใช้ให้ผู้อื่นยิงผู้ตายซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายนาย เป็นพฤติกรรมที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ภายหลังเกิดเหตุยังได้มีการสั่งให้ทำลายพยานหลักฐาน โดยการล้างคราบเลือด เก็บปลอกกระสุนปืน ถอดเซิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดและหลบหนีไป ประกอบกับเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต

หากมีการปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจะเป็นอุปสรรค หรือเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือข่มขู่พยาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

ทั้งนี้กำนันนกไม่ได้ยื่นประกันตัว เจ้าหน้าที่คุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ด้านพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท.ผบก.ทางหลวง ระบุว่า สาเหตุการสั่งตาย ครั้งนี้เกิดจากปัญหากรณีส่วยรถบรรทุก เพราะบ้านของกำนันนกมีรถบรรทุกกว่า 100 คันมีน้ำหนักเกิน จนพ.ต.ต.ศิวกร ดำเนินการตามกฎหมาย แม้ขอติดต่อเจรจาก็ไม่เป็นผล

เมื่อมีงานเลี้ยงและผู้บังคับบัญชาโทรศัพท์มาเพื่อให้พ.ต.ต.ศิวกรไปร่วมงาน เพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่กำนันนกกลับใช้โอกาสนี้ขอตำแหน่งให้กับหลาน ซึ่งได้รับการปฏิเสธอีกครั้ง จนมาสู่ปัญหาที่ 3 ซึ่งเป็นปัญหา ที่เสียหน้าที่สุด คือการดวลเหล้าเพียวๆ ก็กลับแพ้อีก เป็นครั้งที่ 3 จึงรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรง

ขณะที่ดีเอสไอสั่งตรวจสอบ บริษัท ป.พัฒนารุ่งโรจน์ ก่อสร้าง จำกัด และบริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง จำกัด ซึ่งมีนายประวีณ เป็นกรรมการบริษัท พบประมูลงานโครงการของรัฐ ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน กว่า 1,300 โครงการ มูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท เชื่อว่ามีความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.ฮั้วประมูล

ร้ายแรงถึงขั้นยึดทรัพย์!!

สลดผกก.เครียดฆ่าตัว

ขณะที่ตำรวจที่ร่วมในงานเลี้ยง นอกจากถูกตั้งกรรมการสอบ ยังมี 6 ตำรวจ ประกอบด้วย พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สมสุข อายุ 52 ปี ร.ต.ท.ณรงค์ศักดิ์ แตงอำไพ อายุ 58 ปี ร.ต.ท.นิมิตร สลิดกุล อายุ 57 ปี ร.ต.อ. ณัฏฐพล นาคกร อายุ 59 ปี ร.ต.ท.ประสาร รอดผล อายุ 58 ปี และร.ต.ต.สรรเสริฐ ศรีสวัสดิ์ อายุ 55 ปี ถูกดำเนินคดีข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เพื่อจะช่วยผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพยานหลักฐานในการกระทำผิด, ร่วมกันช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม

และไม่ใช่แค่ความสูญเสียแค่พ.ต.ต.ศิวกร เมื่อพ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ผกก.2 บก.ทล. หรือผู้กำกับเบิ้ม ผู้บังคับบัญชาของพ.ต.ต. ศิวกร ก่อเหตุอัตวินิบาตกรรม ที่บ้านพักพื้นที่ย่านคูคต จ.ปทุมธานี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ย. ด้วยสาเหตุจากความเครียดและเสียใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พ.ต.ต.ศิวกร ถูกยิงเสียชีวิต

ซึ่งจากการเช็กภาพวงจรปิดพบก็ยืนยันว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ไม่มีการตัดตอนหรือจัดฉากอะไรทั้งสิ้น โดยพบว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ย. เวลา 18.00 น. พ.ต.อ. วชิรารับประทานอาหารกับเพื่อนในร้านย่านเมืองทองธานี ก่อนกลับไปโรงแรมช่วง 22.00 น. ซึ่งระหว่างรับประทานอาหาร พ.ต.อ.วชิรา พูดถึงความเครียดในสิ่งที่เกิดขึ้น บ่นตลอดเวลา เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับรุ่นน้อง และไม่ค่อยทานข้าว

ต่อมา 04.23 น. วันที่ 11 ก.ย. พ.ต.อ.วชิราเดินออกจากโรงแรม ขึ้นแท็กซี่สีชมพู มายังหมู่บ้านในอ.คูคต จ.ปทุมธานี โดยมาถึงเวลา 04.50 น. และปีนรั้วเข้าบ้าน เนื่องจากประตูรีโมตอยู่ในรถประจำตำแหน่ง จึงปีนรั้วเข้าไปกดรหัสดิจิทัล

จากนั้น 04.55 น. หลังจาก พ.ต.อ.วชิราเข้าบ้านไปประมาณ 5 นาที มีภาพและเสียงจากกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านข้างเคียง มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด คาดว่าเป็นช่วงที่ พ.ต.อ.วชิราใช้อาวุธปืนก่อเหตุสลด ซึ่งตรงกับผลการชันสูตรของแพทย์ที่ระบุว่า ผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8-12 ช.ม.

เป็นอีก 1 ความสูญเสียที่เกิดขึ้น

เปิดวงจรปิดงานเลี้ยงมรณะ

อีกด้านหนึ่งคือการคลี่คลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กระจ่าง ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร โดยพบว่าสถานที่จัดงานเลี้ยงนั้นมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงกลับพบว่าถูกถอดทิ้ง ถือเป็นความพยายามทำลายพยานหลักฐาน ทั้งนี้พบว่า มีนายฐิตินันท์ หรือโบ๊ต เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางราชบุรี เป็นผู้ดำเนินการ

โดยเมื่อวันที่ 14 ก.ย. พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผบช.สพฐ.ตร. นำเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดบ้านนายประวีณ หรือกำนันนก ที่เจ้าหน้าที่สพฐ.ตร.กู้ข้อมูลได้แล้ว ไปยังห้องเสสะเวช บช.ภาค 7 ประชุมชุดทำงานจากกองพิสูจน์หลักฐานจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลภาพที่กู้ได้

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กู้ข้อมูลภาพจากเซิร์ฟเวอร์ได้แล้ว 1 ตัว ส่วนที่เหลืออีก 1 ตัว อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อกู้อีกครั้ง แต่เซิร์ฟเวอร์ตัวที่สามารถกู้ได้นั้น ยังไม่สามารถเปิดได้ เจ้าหน้าที่ต้องโคลนนิ่งไฟล์ภาพมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ที่สมบูรณ์ก่อน คาดจะใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ส่วนสาเหตุที่ต้องโคลนนิ่งไฟล์ภาพจากเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกทิ้งน้ำก่อนนั้น เนื่องจากหากเปิดไฟล์ในเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้ไฟล์หรือภาพบางช่วงบางตอนหายไป จำเป็นต้องรอขั้นตอนให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ได้ภาพเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุอย่างครบถ้วนที่สุด

สำหรับข้อมูลที่กู้ได้จากเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด 13 ตัวจากทั้งหมด 15 ตัว โดยอีก 2 ตัวที่เหลือ เป็นมุมสำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาตามคำให้การที่นายประวีณ หรือกำนันนก สั่งให้นายธนัญชัย หรือหน่อง หมั่นมาก ลูกน้องคนสนิทสังหารพ.ต.ต.ศิวกร โดยที่นายธนัญชัยต้องเดินไปหยิบปืนที่รถ แต่สุดท้ายไม่สามารถเก็บกู้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เพราะถูกถอดปลั๊กออกไป

ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เผยว่า กล้อง 13 ตัว กู้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นภาพและได้ยินเสียงชัดเจน ว่าใครทำหน้าที่อะไรก่อนและหลังเกิดเหตุ

ใครโกหกว่าช่วยเหลือคนเจ็บ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ช่วย สรุปภาพรวมได้ว่าจากคำให้การทั้งหมด ทุกคนให้การขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ซึ่งต้องดูด้วยว่าใครให้การเท็จหรือไม่

“วันเกิดเหตุจากหลักฐานพบว่าทั้งตำรวจและพลเรือนเกือบทุกคนพกปืนจำนวนมาก ซึ่งต่างคนต่างหนีหลังปืนนัดแรกดังขึ้น ไม่มีใครพยายามที่จะระงับเหตุ ซึ่งทุกคนเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 2.กลุ่มที่หลบหนี และ 3.กลุ่มที่ช่วยควบคุมพื้นที่หลังเกิดเหตุ ส่วนจะมีการแจ้งดำเนินคดีกับตำรวจเพิ่มเติมหรือไม่ต้องดูรูปคดี

ใครจะโดนคดีเป็นรายต่อไป ต้องติดตาม!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน