หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหาร ก็เดินหน้าเต็มสูบผ่านมติครม.นัดแรก
หลากหลายนโยบายถูกผลักดันทันที ที่ชัดเจนคือมาตรการที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ลดค่าไฟ ลดราคาดีเซล พักหนี้
การเร่งเครื่องดังกล่าวถูกทางแล้วหรือไม่ สอดรับนโยบายที่แถลง และจะช่วยกลบเสียงวิจารณ์กรณีนโยบายขาดรายละเอียดได้แค่ไหน
ธีระพล อันมัย
คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี
การแถลงนโยบายรัฐบาลเป็นไปตามรัฐบาลผสมที่มีจำนวนมาก มีแต่นโยบายที่มาจากพรรคอื่นเล็กๆ น้อยๆ ไม่เห็นก้อนนโยบายใหญ่ๆ อย่างที่ยุคพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยในยุคของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยแถลง นโยบายพรรคเพื่อไทยปัจจุบันจึงถูกตัดทอนลงไป และหลายกระทรวงหลักก็ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม
เป็นการแถลงแบบภาพรวมให้เห็นว่ามีอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดคงไปเจาะทีละเรื่อง ส่วนการทำงานของรัฐบาลต้องจับตามองหรือส่งเสียง เพื่อให้นโยบายที่แถลงถูกผลักดันและเข้าที่ เข้าทางไปตามครรลองที่ควรจะเป็น
ให้คะแนนการแถลงนโยบายรัฐบาลนี้ไม่เกิน 6.5 คะแนน หรือแค่ C+ เท่านั้น เพราะไม่เห็นนโยบายที่ถูกประกาศไว้ตอนพรรคเพื่อไทยหาเสียง เพราะต้องไปประนีประนอมกับพรรคร่วม ทำให้เรื่องหลักๆ ถูกกลบฝัง และหยิบบางเรื่องขึ้นมาทำให้เด่น
ไม่เห็นนโยบายในฝันอย่างที่เพื่อไทยหาเสียง เช่น การล้มล้างระบบที่มาจากการรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกนำมาพูดให้ชัดเจน นโยบายหลักถูกทำให้เจือจาง
รวมทั้งนโยบายการศึกษาที่หวังว่าจะได้เห็นคนก้าวหน้ามาบริหารการศึกษาไทยก็ผิดฝาผิดตัว เพราะเป็นรัฐบาลเบี้ยหัวแตก ทำให้นโยบายดีๆ ในพรรคที่ใฝ่ฝันว่าจะทำอะไรได้ดีกระจัดกระจาย หรือแม้แต่การบริหารจัดการทรัพยากร การรื้อคำสั่ง คสช. นโยบายทวงคืนผืนป่า กลายเป็นว่า ไม่เห็นนโยบายพวกนี้สักเท่าไร
ครม.นัดแรกที่แถลงเรื่องเร่งด่วนก็เป็นทางถนัดของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ที่จัดการเรื่องปากท้อง แต่ไม่แน่ใจสภาพคล่องของประเทศจะเอื้อให้ทำได้ขนาดไหน คือการใช้เศรษฐกิจนำการเมืองที่เพื่อไทยทำ น่าจะดีกว่ารัฐบาลคสช. คิดว่าในยุครัฐบาลเศรษฐาน่าจะเริ่มตั้งหลักในทิศทางที่ควรจะเป็นกว่า 8-9 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรทำเรื่องการเมืองควบคู่กับการเศรษฐกิจ ในเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจต้องเดินหน้า เรื่องการเมืองก็ต้องเดินหน้าเช่นเดียวกัน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้เป็นประเด็นแรกๆ และดำเนินการโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
รวมถึงกรณีผู้ถูกกล่าวหาถูกจับกุมคุมขังในคดีการเมืองรัฐบาลควรหยิบยกขึ้นมาด้วย ด้วยภาวะที่เพื่อไทยต้องทำงานร่วมกับหลายพรรคเข้าใจว่าเป็นปัญหา และเป็นเงื่อนไขที่ต้องประนีประนอม ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลทำงานในเชิงบวก ในแง่สิทธิเสรีภาพของประชาชน ควบคู่ไปด้วย
กระทรวงที่ต้องดูแลเรื่องทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า อย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะการจัดการทรัพยากรไม่สัมพันธ์กับชีวิตผู้คน แต่ไปสัมพันธ์กับโครงการขนาดใหญ่ สนองทุนผูกขาด รัฐบาลชุดนี้ควรดูแลเป็นพิเศษ อีกเรื่องคือการศึกษา เราใฝ่ฝันถึงสวัสดิการและการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น ต้องจับตาดูว่าจะไปถึงตรงนั้นได้หรือไม่
คิดว่าการทำงานของรัฐบาลไม่ราบรื่น แต่ในความไม่ราบรื่นและไม่สวยงามคือโอกาสที่จะกดดัน รัฐบาลชุดนี้ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ถ้าขี้เหร่และยังไม่ทำงานเจ๊งแน่ แต่ถ้าขี้เหร่และทำงานหนักน่าจะเป็นผลดีต่อชาติและประชาชนมากกว่า คิดว่ารัฐบาลที่ขี้เหร่น่าจะฟังเสียงของประชาชนมากกว่ารัฐบาลรูปหล่อ

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์
การแถลงนโยบายรัฐบาลสอบผ่าน มีการแบ่งเป็นระยะสั้นและเป็นรูปธรรมพอสมควร ส่วนเชิงโครงสร้างหรือระยะยาวนายกฯ อาจไม่ต้องพูดทุกเรื่อง แต่มีบางส่วนที่หายไป ซึ่งสำคัญมาก
ประเทศไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน หัวใจสำคัญคือเทคโนโลยีกับการศึกษา บอกจะให้เรียนตลอดชีวิตทุกรัฐบาลก็พูดแบบนี้ ควรให้มีรูปธรรมมากกว่านี้ ให้ดูมีความเป็นไปได้ ดังนั้นจากเต็ม 10 ให้ 6-7 คะแนน
ถามว่ามาตรการจากครม.นัดแรกกลบเสียงวิจารณ์เรื่องนโยบายที่ขาดรายละเอียดได้หรือไม่ ต้องยอมรับว่าเขาฉลาดกว่าที่หลายคนคาด อย่างกรณีแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากที่ไม่เคยพูดมาก่อนเป็นการหยิบการตลาดมาใช้
หรือนโยบายลดราคาพลังงานที่เดินหน้าทำทันที เหมือนบอกว่ารัฐบาลชุดนี้แข็งขัน แต่ก็ต้องดูต่อไปว่าจะทำได้ดีต่อไปหรือไม่ เหมือนดูหนังดูละครเริ่มต้นโอเค แต่จะสนุกหรือเปล่าต้องดูต่อไป
สิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อคือทุกเรื่องที่ทำเป็นการเพิ่มรายจ่ายของรัฐทั้งนั้น ที่เป็นรายรับจริงๆ ขณะนี้ยังไม่เด่นชัดยกเว้นเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ซึ่งมีทั้งรายจ่ายและรายรับ โดยรายจ่าย 5.6 แสนล้านบาท รายรับรัฐบาลคาดจีดีพีจะเพิ่มอีก 2 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 3.4-3.5 แสนล้านบาท จึงยังต้องหาเงินอีก 2 แสนกว่าล้านบาท จะหาจากไหน
ดังนั้น รายรับเฉพาะเงินดิจิทัลดูแล้วยังไม่เพียงพอ และจะไปเพิ่มภาระเสถียรภาพทางการคลังหรือไม่ ต้องจับตาดูต่อ เพราะนี่แค่มาตรการเดียวยังไม่พูดถึงมาตรการอื่น เช่น พักหนี้เกษตรกรทั้งเงินต้นและดอก 3 ปี
มีคำถามว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเพิ่มรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้และ ปีหน้าแต่เราอยากเห็นการขยายตัวแบบยั่งยืน ในอดีตรัฐบาลก็มีมาตรการกระตุ้นอย่างนี้ การขยายตัวเศรษฐกิจขึ้นมาปีเดียวจากนั้นก็หดไปเลย ขณะที่มาตรการเชิงโครงสร้างที่ทำให้ยั่งยืนยังไม่เห็นเท่าไร
ส่วนการแก้ปากท้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะทำควบคู่กันไป เพราะเป็นนโยบายที่ทำสัญญาประชาคม และแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็อยากแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้อย่างไร ถูกแล้วที่ต้องขอประชามติก่อน แล้วค่อยผลักดันไปสู่รัฐสภา
ครม.นัดแรกมีมติเรื่องต่างๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่โอเค เหมือนทุกคนกำลังดีใจ ตื่นเต้น กันใหญ่ แต่การบริหารการเมืองไม่ใช่ของง่าย เพราะในพรรคเพื่อไทยเองก็มีกลุ่มต่างๆ และพรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นได้ชัดมีแนวนโยบายบางอย่างไม่สอดคล้องกัน ทำงานไปสักพักเชื่อว่ามีความขัดแย้งแน่นอน
แต่ความขัดแย้งมีลักษณะ 2 แบบ คือขัดแย้งจนอยู่กันไม่ได้ แต่คิดว่าคงฉลาดเพราะถ้ายุบสภาทุกพรรคเสียหมด พรรคก้าวไกลเอาไปรับประทาน จึงต้องกัดฟันอยู่ต่อแม้จะไม่พอใจกันจนกว่าคะแนนเสียงของรัฐบาลจะเริ่มดีขึ้นค่อยมาว่ากันใหม่
ดังนั้น รัฐบาลเดินก้าวแรกถือว่าถูกทาง แต่มีส่วนที่จะต้องระวังคือเสถียรภาพทางการคลัง เพราะรายจ่ายเยอะ แต่รายรับความเป็นรูปธรรมยังไม่ชัดเจนเท่าไร
วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
การแถลงนโยบายของรัฐบาลพอใช้ ให้แค่พอผ่าน 6 จากเต็ม 10 เรื่องกำหนดเวลาที่ไม่ชี้แจงจนถูกขยายประเด็นนั้นพอเข้าใจได้ แต่มีปัญหาที่หลายคนตั้งคำถาม หรือดักทางไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องของงบประมาณ การ จับจ่ายใช้สอย เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต มันสะท้อนบางอย่าง เหมือนที่นายกฯ ประกาศเรื่องระบบจ่ายเงินเดือนข้าราชการสองงวด เพราะไม่มีเงินงบหรือกระแสเงินสดที่เพียงพอหรือไม่
ต้องยอมรับปัญหาประดังประเดมาจาก ผลพวงการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต้อง เขียนแบบกว้างๆ และทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นได้ประโยชน์ด้วย หลายนโยบายถูกมองว่าเป็นการซื้อเวลา แม้กระทั่งการเกณฑ์ทหารระบบสมัครใจ ก็ยังเป็นวิวาทะกับฝ่ายค้านที่มีนโยบายเรื่องนี้ชัดเจน
หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งกรรมการศึกษาเรื่องการแก้ไข การทำประชามติก็เป็นลักษณะซื้อเวลา การดำเนินการเหล่านี้ไปสอดคล้องเสียงวิจารณ์ว่านโยบายขาดรายละเอียดและบิดพลิ้วได้
การที่คณะรัฐมนตรีนัดแรกมีมติแก้ปัญหาปากท้องอาจช่วยลดเสียงวิจารณ์ได้แต่ก็ในระยะเวลาหนึ่ง เพราะไม่มีหลักประกันว่าเรื่องปากท้องหรือการทำให้ราคาพลังงานถูกลงจะมีผลบังคับใช้ตลอดไป
ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 5 ข้อ เป็นสิ่งที่รัฐบาลพึงควรกระทำอยู่แล้ว ไม่ถือว่าเป็นผลงานโบแดง ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน ทุกรัฐบาลอย่างไรก็ต้องทำ ไม่อาจอ้างอิงเป็นผลงานสุดยอดของตัวเองได้ ขณะที่มีหลายเรื่องที่จะทำให้เป็นผลงานโบแดงคือ เมกะโปรเจ็กต์ที่สัญญาไว้มากกว่า
ส่วนมาตรการต่างๆ ที่ออกมาจากครม.นัดแรก แน่นอนว่ารัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะในภาคการเมืองตัวเองเสียเปรียบ เสียรังวัดเรื่องวิกฤตศรัทธาทางการเมือง
เพื่อไทยจึงไม่ยอมเล่นเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างฉับพลันเพราะต้องการบริหารบ้านเมืองให้ครบ 4 ปี แต่ถ้าเล่นเกมนี้ถ้ารัฐธรรมนูญเสร็จภายใน 2 ปี จะถูกกระแสบังคับให้ยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลโดยไว ดังนั้นรัฐบาลจะไม่เล่นเกมนี้
จึงเดินหน้าในสิ่งที่คิดว่าช่ำชอง เชี่ยวชาญ คือใช้เกมเรื่องปากท้อง ปลุกผีความสำเร็จในอดีตเอาผลงานในเรื่องของเศรษฐกิจมาขับเคลื่อน หากสำเร็จอีกก็จะได้ผลในทางการเมืองด้วย
ทั้งนี้ ก้าวแรกของครม.เศรษฐา 1 คิดว่าค่อนข้างราบรื่น ช่วง 100 วันแรกน่าจะไปต่อได้ แต่หลัง ต.ค.นี้เป็นต้นไปจะเห็นของจริง ผลจากการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะได้เห็นผลผลิตหรือการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม รวมถึงได้เห็นว่าผู้คนพึงพอใจยอมรับแนวทางของรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่
รัฐนาวานี้ ความไว ความมุ่งมั่น ความพยายามของนายเศรษฐา เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจเป็นช่องโหว่นำไปขยายผลได้ เช่นการสั่งนโยบายต่างๆ โดยไม่ผ่านมติครม.หรือคณะที่ปรึกษา น่าเป็นห่วงเหมือนกัน
ต้องเข้าใจว่าเป็นซีอีโอภาคเอกชนกับเป็นซีอีโอของประเทศไทยไม่เหมือนกัน การรับมือสิ่งที่ตามมาในทางการเมือง หรือผลลัพธ์วิชามารอาจเกินคาดคิด