ราคาข้าวโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 15 ปี โดย ณ วันที่ 9 ส.ค. ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย ซึ่งถูกใช้เป็นราคาข้าวอ้างอิงในตลาดโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 50.3% เมื่อเทียบกับเดือนส.ค. 2565 มาอยู่ที่ 648 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน

พบว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้ราคาข้าวโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ 1. นโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก 2. ตลาดข้าวโลกเผชิญภาวะขาดดุล กดดันให้สต๊อกข้าวโลกปรับตัวลดลง และ 3. การกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจจะกระทบต่อผลผลิตข้าวของอินเดียและไทยในฤดูกาลผลิตหน้า

ในระยะต่อไป ราคาข้าวโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากน้อย เพียงใด ยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงประเมินแนวโน้มราคาข้าวโลก ออกเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีฐาน (Base case) เกิดเอลนีโญ ระดับรุนแรง และ 2.กรณีรุนแรง (Severe case) เกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมาก

ในกรณีฐานคาดว่า ราคาข้าวโลกเฉลี่ยในช่วง ส.ค.-ธ.ค. 2566 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 594 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 626 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในปี 2567

ในกรณีรุนแรง ราคาข้าวโลกเฉลี่ยในช่วง ส.ค.-ธ.ค. 2566 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 662 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 777 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันในปี 2567

ราคาข้าวโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยในช่วง ส.ค.-ธ.ค. 2566 ราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.6%YOY และ 42.5%YOY ในกรณีฐานและกรณีรุนแรง ตามลำดับ

สำหรับในปี 2567 คาดว่า ในกรณีฐาน ราคาจะปรับตัว เพิ่มขึ้น 12.9%YOY ส่วนกรณีรุนแรงราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 30.6%YOY มาอยู่ที่ 14,663 บาท/ตัน ซึ่งนับเป็นราคาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ของไทย

ดังนั้น ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อไทยในระยะต่อไป โดยประเมินราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ส.ค.-ธ.ค. 2566) 0.45% (Percentage point) และ 0.66% ในกรณีฐานและกรณีรุนแรง ตามลำดับ

ในขณะที่ปี 2567 ราคาข้าวที่จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วไปของไทย 0.38% ในกรณีฐาน และอาจสูงถึง 0.91% ในกรณีรุนแรง

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน