รัฐบาลเศรษฐาเปิดเผย “จุดอ่อน” หลังประชุมครม.นัดแรกสัปดาห์ก่อน ที่ก่อให้เกิดคำถามตามมาจากการแถลงข่าวของโฆษกรัฐบาล เกี่ยวกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.
ว่าในโลกความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เข้ามาช่วยกลั่นกรองการดำเนินงาน ของรัฐบาลเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลหรือไม่
เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดด้านการสื่อสารกับสังคม จนเกิดความเข้าใจผิด หรือนำไปสู่การตีความต่างๆ นานา ไม่ตรงกับสิ่งที่นายกฯ หรือรัฐบาลต้องการจะทำ
นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำ คณะก้าวหน้า เป็นคนแรกๆ ที่แสดงความเป็นห่วงการแถลงข่าวของโฆษกรัฐบาลที่อาจทำให้นายกฯ ได้รับผลกระทบ ไปด้วย พร้อมกันนั้นยังเสนอว่า พรรคเพื่อไทยควรให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็น รองนายกฯ ดูแลงานกฎหมายของรัฐบาล
ในอดีตตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึงเพื่อไทย มีนักกฎหมายผู้เข้าใจกฎหมายมหาชนและการบริหารราชการแผ่นดินจำนวนมาก เช่น นายโภคิน พลกุล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ
เหตุที่พรรคแกนนำต้องมีคนของตนเองแนวนี้ ก็เพื่อทำงานและ “ชน” กับนักกฎหมายในระบบราชการ รัฐบาลจำเป็นต้องมีคน ทำหน้าที่นี้
นอกจากนายปิยบุตร ยังมีอาจารย์ นักวิชาการด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์หลายท่าน ที่เห็นไปในทางเดียวกันว่า รัฐบาลควรมีมือกฎหมาย หรือจะเรียกว่า “เนติบริกร” ก็ได้ เข้ามาช่วยงาน
เหมือนที่นายวิษณุ เครืองาม “ต้นตำรับ” เนติบริกรช่วยให้รัฐบาล “ประยุทธ์” รอดพ้นคมหอกดาบกฎหมาย หลายครั้งตลอด 9 ปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ยังเป็นจังหวะที่รัฐบาลใหม่ จะแก้ไขจุดอ่อนนี้ได้ แม้รองนายกฯ จะเต็มโควตา แต่ยังเหลือรัฐมนตรีว่าง 2 ตำแหน่ง ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นโควตาเพื่อไทย อาจตั้งรมต.ประจำสำนักนายกฯ ดูแล งานกฎหมายโดยเฉพาะ
การตั้งเป็น “รัฐมนตรี” ไม่ใช่ “ที่ปรึกษา” ก็เพื่อให้เข้าร่วมประชุม ครม.ได้ เวลาที่ประชุมมีปัญหาข้อกฎหมาย จะสามารถวินิจฉัยและตัดสินใจได้ทันที ว่าอะไรทำได้ หรือควรทำ โดยไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย หรือขั้นตอนกฎหมาย
ที่บางครั้งก็สลับซับซ้อนเกินกว่า นายกฯ จากภาคนักธุรกิจจะเข้าใจได้
รวมถึงการแถลงข่าวในนามรัฐบาล จะต้องสื่อสารกับสังคมให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนเป็นผลเสียกับรัฐบาลเอง
มันฯ มือเสือ