หลังจากมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มองว่าการประกาศนโยบายด้านการศึกษาเป็นไปในลักษณะ neo-conservative (อนุรักษนิยมใหม่) มีสำคัญ 5 คำ คือ 1.ปฏิรูปการศึกษา ที่ถูกนำมาใช้ทุกครั้ง แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ และไม่เห็นแนวทางว่าจะทำอย่างไร เกือบ 20 ปี คำว่าปฏิรูปการศึกษา ถูกนำมาใช้ แต่ยังไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลต้องการปฏิรูปจริง ควรผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และกระจายอำนาจการศึกษา
2.การส่งเสริมเรียนรู้ ที่เน้นใช้เทคโยโลยี ถือเป็นเรื่องดี ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญจริงๆ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนในโลกสมัยใหม่ ที่ไม่อยู่แค่ในห้องเรียน ซึ่งให้ความสำคัญ แต่ยังไม่ชัดเจนในแง่การปฏิบัติ
3.ประวัติศาสตร์ ไม่ให้ความสำคัญเรื่องหน้าที่พลเมือง ทั้งที่วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และกลุ่มวิชาด้านรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สามารถนำมาบูรณาการกันได้ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้วิชาเหล่านี้บูรณาการกันได้ และเต็มไปด้วยกิจกรรม การศึกษาค้นคว้า การตั้งคำถาม
4.Learn to Earn การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด หรือเรียนแล้วมีงานทำ เป็นสิ่งสำคัญ ที่ตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ เพราะเด็กเหล่านี้ อยากเรียนในระบบการเรียนรู้ที่อยู่ในห้องเรียนเท่านั้น
5.ความเหลื่อมล้ำ อยากเสนอแนะให้พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ยึดแนวปฏิบัติของนายกฯ ในเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไปดูความเป็นอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง โรงเรียนในชนบท และโรงเรียนที่ขาดแคลน ส่วนการเรียนแบบ Learn to Earn การเรียนรู้เพื่ออยู่รอด หรือเรียนแล้วมีงานทำ ต้องไปดูวิทยาลัยอาชีวะที่ห่างไกล ถ้าพล.ต.อ.เพิ่มพูน ลงพื้นที่เข้าไปดูสถาน ศึกษาเหล่านี้ ถึงจะเข้าใจ และเห็นปัญหาที่แท้จริงของระบบการศึกษาได้
นโยบายการศึกษาของรัฐบาล กว้าง ครอบคลุม แต่ยังไม่เห็นว่าจะนำไปสู่การปฏิรูป สร้างนโยบายระดับกระทรวงได้อย่างไร การเขียนนโยบายที่ดี น่าจะต้องทำให้ภาพของสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา ปัญหายาเสพติด มีพลัง มีอำนาจ มีความสำคัญ
ทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่าลูกของพวกเขาได้ไปโรงเรียนดี อยู่ในสังคมที่มียาเสพติดน้อยลง ไม่มีอำนาจนิยม