การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กำลังเดินเครื่องยนต์เต็มสูบเพื่อเร่งสร้างผลงาน

ขณะที่การตรวจสอบการบริหาร โดยเฉพาะการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งไม่เพียงซีกรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ถูกจับจ้องไม่แพ้กัน

ที่อยู่ในความสนใจของสังคมวันนี้ มีด้วยกัน 3 เรื่อง

ประเด็นแรก การเช่าเครื่องบินเหมาลำการบินไทย 30 ล้าน ไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่สหรัฐของนายกฯ และคณะ

หลังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้การบินไทยชนะการเสนอราคา เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นั่งเฟิร์สต์คลาส ค่าอาหารแพง พาลูกสาว นักธุรกิจร่วมคณะไปด้วย สมเหตุสมผลและคุ้มค่าหรือไม่

นายเศรษฐาชี้แจงตั้งแต่ก่อนเดินทาง ยืนยันการเช่าเหมาลำถูกกว่า พร้อมปฏิเสธไม่มีนักธุรกิจร่วมคณะไปด้วย ในวันเดินทางก็มีภาพ นายกฯ นั่งชั้นบิซิเนสคลาส ไม่ใช่เฟิร์สต์คลาสตามที่วิจารณ์ พร้อมการยืนยันเครื่องเหมาลำดังกล่าวมีแต่ชั้นบิซิเนสคลาส

น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ในฐานะที่รับผิดชอบด้านการนำเสนอและจัดหาพาหนะสำหรับ เดินทางไปภารกิจต่างประเทศของนายกฯ ชี้แจงว่า การเช่าเหมาลำเครื่องการบินไทยเปรียบเทียบเครื่องแอร์บัส 350 กองทัพอากาศ ที่นั่งอยู่ในสภาพใช้ได้ไม่ครบทุกที่นั่ง

กองทัพอากาศเสนอราคา 32 ล้านบาท ไม่รวมค่าน้ำมันที่สูงขึ้น หากใช้เครื่องกองทัพอากาศราคาอาจถึง 40 ล้านบาท ขณะที่การบินไทยเสนอมา 25 ล้านบาท แต่เพิ่มเป็น 30 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้น และกองทัพอากาศไม่รับประกันว่าเมื่อถึงเวลา เดินทาง หากติดภารกิจอื่นจะไม่สามารถให้บริการคณะนายกฯ ได้

ส่วนที่เจาะจงการบินไทยไม่ใช้สายการบินอื่น เพราะบินตรงกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก และบริการต่างๆ กำหนดราคาตามจริง ค่าอาหารที่มองว่าราคาสูงนั้น อาหารบนเครื่องบินไม่ใช่อาหารทั่วไป 1.5 ล้านบาท เฉลี่ย 50 คน ตกหัวละ 30,000 บาท เดินทางไป-กลับก็ตกหัวละ 3,000 บาท เป็นราคาปกติทั่วไป

กรณี น.ส.ชนัญดา ทวีสิน บุตรสาวนายกฯ ที่ร่วมคณะ ชำระค่าบริการทุกอย่าง ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายระหว่างที่พักอยู่สหรัฐ

และในฐานะผู้นำที่สหรัฐเชิญจึงมีเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยแบบ Secret Service จาก Homeland Security การใช้เครื่องพาณิชย์จะเสียเวลาผู้โดยสารคนอื่น จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเหมาลำ

นายชัย วัชรงค์ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แจกแจงภารกิจนายกฯแน่นเอี้ยดทั้งคิวหารือทวิภาคีกับผู้นำโลก ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงประธานฟีฟ่า และการพบกับผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ 8-9 แห่ง เพื่อดึงนักลงทุนเข้าประเทศ ยืนยันคุ้มค่า

ประเด็นที่สอง กรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา เบิกงบ 1.3 ล้านบาท บินดูงานที่สิงคโปร์

โดยโลกโซเชี่ยลพากันวิจารณ์จนขึ้นเทรนด์ X ก่อนที่นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ หยิบมาขยายใช้ภาษีหลวงไปดูงานแบบพักหรูคืนละ 12,500 บาท บินหรูค่าตั๋ว 51,250 บาทต่อคน ทั้งที่ไม่ใช่วาระเร่งด่วน กำหนดการก็เหมือนไปเที่ยว

ด้านนายปดิพัทธ์ชี้แจงว่า ตั้งงบตามระเบียบกระทรวงการคลัง ที่ตั้งไว้สูงเป็นการตั้งงบที่ยังไม่เกิดการใช้จ่ายจริงจึงตั้งไว้ตามระเบียบกำหนด ค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นและเปิดเผยได้คือ ค่าตั๋วเครื่องบินจากที่ตั้งงบ 52,000บาท จ่ายจริง 28,000 บาท ค่าโรงแรมตั้งไว้ 12,000 บาท จองได้ 9,000 บาท ที่เหลือจะส่งคืนคลัง

ส่วนการเลี้ยงรับรองต้องทำให้สมเกียรติประเทศไทย เพราะคณะที่ไปทำหน้าที่เป็นทูตของสภา งบรับรองที่มองว่ามากเกินไปนั้นตั้งไว้โดยไม่ทราบโปรแกรม เมื่อทราบรายละเอียด เช่น มื้อกลางวันสถานทูตจัดเลี้ยงจะจ่ายไม่เต็ม ส่วนงบรับรองและการดูแล เช่น นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ จะเป็นอาหารว่างและมื้ออาหารพร้อมแสดงใบเสร็จ

ส่วนที่นำสส.พรรคก้าวไกลไปด้วยเป็นผู้เหมาะสมและสนใจต่อการนำองค์ความรู้มาพัฒนาสภา คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายวรภพ วิริยะโรจน์ และได้เชิญพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย แต่มีเพียงนายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่ร่วมคณะ ส่วนนายไกลก้อง ไวทยการ อดีตกมธ.กิจการสภา ซึ่งศึกษาโดยตรงเรื่อง Smart Parliamment ออกค่าใช้จ่ายเอง

ยืนยันไปดูงานไม่ได้ไปเที่ยว เพราะสิงคโปร์ไม่ใช่ทัวรีสต์ เดสติเนชั่น หลังจากกลับมาแล้วจะนำรายงานเสนอไปยังรัฐบาล ภาคประชาชน และสภา

เรื่องสุดท้าย กรณี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร ผลักดันการก่อสร้างรัฐสภาจังหวัด

นายพิเชษฐ์ เสนอความเห็นต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ ให้ตั้งรัฐสภาจังหวัด 77 จังหวัด โดยช่วงแรกเป็นการเช่าอาคารสถานที่ใช้งบจังหวัดละ 80,000 บาทต่อเดือน ภายใน 2 ปีจะสร้างอาคารรัฐสภา เพื่อเป็นที่ทำงานของผู้ช่วย สส.แต่ละจังหวัด และใช้เป็นสถานที่รับเรื่องราวร้องทุกข์

ขณะที่มีสส.บางส่วนคัดค้าน เพราะเห็นว่าภารกิจอาจไปซ้อนกับกระทรวงมหาดไทยที่มีศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอยู่แล้ว และอาจ บานปลายต้องสร้างบ้านพักข้าราชการ งบอาจเป็นหมื่นล้านบาท

อีกทั้งสมัยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ที่เปิดรัฐสภาจังหวัดนำร่องใน 6 จังหวัด ต่อมา นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช. ก็ให้ยุบเพราะไม่ผ่านการประเมินและไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา แถลงชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวเพิ่งประชุมนัดแรก ยังไม่มีเรื่องงบประมาณ ที่มีข่าวจะผลาญงบและเตรียมคอร์รัปชั่นจึงไม่เป็นความจริง เป้าหมายเพื่อต้องการให้ภารกิจรัฐสภาเข้าถึงประชาชน ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่องร้องเรียนฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภาก็เป็นส่วนหนึ่ง ภารกิจไม่ซ้ำซ้อนกัน

ส่วนการสั่งยุบรัฐสภาจังหวัดในอดีต การประเมินของสนช.ที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ เป็นไปตามระบบเผด็จการมากกว่า

ข้อมูลใครฟังขึ้น ฟังไม่ขึ้น ยังต้องติดตามที่ผลงานและการตรวจสอบหลังจากนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน