การร่วมประชุมสมัชชาสห ประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 หรือ UNGA78ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ดำเนินไปท่ามกลางความสนใจและถูกจับตาหลายประเด็น ทั้งด้่านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สิ่งแวดล้อม และเรื่องสิทธิมนุษยชน

รวมถึงการเกาะติดภารกิจนายกฯบนเวทียูเอ็น วาระพบปะผู้นำโลก และซีอีโอระดับโลก จะส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย

นักรัฐศาสตร์มีความเห็นดังนี้

สุรชาติ บำรุงสุข
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การเดินทางเยือนยูเอ็นในฐานะที่นายเศรษฐา เป็นนายกฯคนใหม่ของไทยถือว่าเป็นเรื่องบวก คือการเปิดตัวนายกฯคนใหม่บน เวทีโลก

ทั้งยังสอดรับกับการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองของประเทศ ไทย เพราะนอกจากจะเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยชุดใหม่ ยังเสนอมิติใหม่ของภาคเศรษฐกิจ อีกทั้งหนึ่งในวาระสำคัญคือ การเจอกับกลุ่มธุรกิจคนไทยและธุรกิจของชาวอเมริกัน

ฉะนั้นนอกจากเป็นงานการเมืองที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์บนเวทียูเอ็นแล้ว ยังอาจชักชวนนักธุรกิจมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจหลังโควิด-19 และเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบต่อสงครามยูเครน การลงทุนของต่างชาติในไทยเป็นปัจจัยสำคัญการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

หากเปรียบเทียบรัฐบาลที่ผ่านมาข้อได้เปรียบของรัฐบาลปัจจุบันมาจากพลเรือน ย่อมเป็นจุดขายในเวทีโลก แต่รัฐบาลชุดก่อนมาจากฝ่ายทหารและมีนัยยะที่มีผลมาจากการสืบทอดอำนาจของรัฐประหาร

และจะเห็นได้ว่าผู้นำรัฐบาลไทยชุดก่อน แทบไม่ปรากฏตัวบนเวทียูเอ็น อย่างจริงจัง และผู้นำทหารมักไม่คุ้นกับการเยือนบนเวทีโลก จึงไม่เห็นบทบาทของรัฐบาลชุดก่อนในเวทีระหว่างประเทศเท่าที่ควร ฉะนั้นการเยือนเวทีโลกของรัฐบาลเศรษฐาอย่างน้อยก็เป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของไทยบน เวทีโลก

ต้องดูว่าสิ่งที่นายกฯเศรษฐา นำเสนอในเวทีสหประชาชาติ และนำเสนอหรือพบปะกับนักธุรกิจจะส่งผลในทางปฏิบัติอย่างไรบ้าง ฉะนั้นต้องจับตาดูในอนาคตคือ ความคาดหวังในภาวะที่มีความผันผวนจะสามารถดึงการลงทุนในอเมริกาได้มากกว่าเดิมได้หรือไม่

เพราะอย่างที่ทราบว่าการลงทุนของสหรัฐแต่เดิมหลังการรัฐประหารปี 2557 สหรัฐไปลงทุนที่อินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้น การเดินทางไปเยือนเวทีโลกในครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ไทยต้องเรียกการลงทุนกลับมาสู่ประเทศไทยให้ได้

ส่วนการเดินทางไปสหรัฐและมีคิวไปเยือนจีนด้วยนั้น เพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจหรือไม่นั้น การไปเยือนยูเอ็นจะถือว่าไปสหรัฐตรงๆไม่ได้ เพราะนายกฯไม่ได้ไปที่ทำเนียบขาว ดังนั้นในความหมายอาจไม่ตรงทั้งหมด

แต่การเดินทางไปจีน อย่างไรก็ต้องไปเพื่อย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งเริ่มเห็นการเปิดวีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวจีน เชื่อว่าไทยก็ คาดหวังให้จีนเข้ามาลงทุนในไทย แต่ก็ต้องมีข้อกำหนด เนื่องจากการลงทุนของจีนหลายส่วนยังคงเป็นปัญหาที่เกิดในหลายๆประเทศ

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

การไปร่วมประชุมยูเอ็นของนายเศรษฐา ภาพที่เห็นถ้าเทียบกับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การเดินทางไปต่างประเทศจะเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย เป็นภาพที่เราเดินไปหานักลงทุน นักธุรกิจ ไปเชิญชวนในการเปิดตลาดเพื่อนำไปสู่การพูดคุย การสร้างแรงดึงดูดว่าไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในแง่การลงทุน ความพร้อมขั้นพื้นฐาน ของเราที่สูงมากในระดับภูมิภาค

หรือแม้แต่ภาพการเดินเกมเชิงรุก ในโอกาสที่หัวหน้ารัฐบาลเดินทางไปต่างประเทศ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เราอาจไม่เห็นภาพตรงนี้ ซึ่งเป็นการเดินเกมเชิงรุกที่ค่อนข้างดุดัน การจัดวางไทม์ไลน์แต่ละวันแต่ละช่วงเวลา จะได้เห็นภาพว่านายกฯไปพบปะกับใครบ้าง

โดยในทางการเมืองถือเป็นความสำเร็จในการเปิดตัวว่านายกฯ ผู้นำคนใหม่ของประเทศไทย ภาพในมิติส่วนนี้ถือว่าดีมาก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตให้นายเศรษฐา ต้องระมัดระวังการให้ความเห็นหรือการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ เพราะอาจนำไปสู่การตีความที่ก่อให้เกิดการขยายผล ซึ่งถือว่าอาจเป็นเหรียญสองด้านก็ได้ คือทั้งแง่ดี และการสร้างความเข้าใจผิด

ส่วนที่นายเศรษฐาระบุจะทำให้โลกได้เห็นบทบาทใหม่ของไทยที่เปลี่ยนไปนั้น สะท้อนสิ่งที่ต้องการสื่อสารออกมาอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลชุดนี้พยายามใช้หลักการขับเคลื่อนด้วยซอฟต์เพาเวอร์ การปฎิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อเขย่าให้โลกได้กลับมาเห็นประเทศไทย

เพราะในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไทยสูญเสียความเป็นผู้นำในภูมิภาคไปมากพอสมควร เราเห็นบทบาทของอินโดนีเซีย เวียดนาม ที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในการเปิดพื้นที่ของตัวเอง ให้เป็นแหล่งลงทุนและดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆถอนการลงทุนออกจากไทยไปอยู่เพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อย

สิ่งที่นายเศรษฐาประกาศเป็นการประกาศถึงความทะเยอทะยานของไทย ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะประเทศไทยมีความพร้อม และเป็นประเทศที่ได้เปรียบในเรื่องภูมิประเทศ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในระดับภูมิภาค

สิ่งที่เราขาดแคลนและโหยหามาอย่างยาวนาน เป็นสิ่งที่นายเศรษฐา มาเติมเต็มคือเรื่องของความทะเยอทะยาน นายเศรษฐามาเร่งเครื่องตรงนี้ จึงต้องจับตาดูว่าจะผลักดันได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็เป็นการ นำร่องที่ดี

การพยายามสร้างภาพลักษณ์แน่นอนรัฐบาลนายเศรษฐา แตกต่างจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อย่างมาก พล.อ.ประยุทธ์อาจต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากเข้าสู่อำนาจเมื่อปี 2557 ด้วยการทำรัฐประหาร อาจมีเงื่อนไขหรือความระมัดระวังในท่าทีของมิตรประเทศหรือชาติสมาชิกที่เขาจะมองไทย ทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ต้องสงวนท่าทีในระดับหนึ่ง

แต่รัฐบาลของนายเศรษฐามาจากการเลือกตั้ง ภาพการยอมรับหรือความคึกคักในสายตาต่างประเทศจะคาดหวังต่อรัฐบาลของนายเศรษฐาสูงกว่า บริบทการเมืองไทยจากสายตาของภายนอกเขาค่อนข้างวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอน คาดเดายาก แต่รัฐบาลที่มาจากพลเรือน และคุมกลไกกองทัพได้อย่างเป็นเอกภาพ น่าจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้มากขึ้นกว่าเดิม ภาษาการพูดคุยในเนื้อเดียวกันของความเป็นประชาธิปไตย และเสรีนิยมด้วยกันน่าจะแนบแน่นกันมากขึ้น

ส่วนนายเศรษฐาจะมีคิวไปจีนหลังจากนี้นั้นมองได้ทั้งเรื่องการสร้างถ่วงดุลมหาอำนาจ รวมถึงการได้แนะนำตัวต่อต่างประเทศ การเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศเป็นจุดที่เป็นเสน่ห์ของเรามาตลอด การรักษาสมดุล การบริหารความสัมพันธ์ เราให้ความสำคัญกับชาติมหาอำนาจทั้งสิ้น และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขอความร่วมมือกับจีน

ไชยวัฒน์ ค้ำชู
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

นายกฯไปร่วมประชุมสหประชาชาติครั้งนี้ได้หารือกับนักธุรกิจชั้นนำที่จะนำมาพัฒนาให้ยั่งยืน ถือเป็นผลพลอยได้ แต่อีกอย่างคือการประกาศตัวให้เวทีโลกได้รับรู้ว่าเรามีผู้นำคนใหม่ และบังเอิญว่านายกฯคนนี้เป็นนักเรียนนอก การอธิบายสื่อสารได้โดยตรง

จากนี้คงรอดูผลลัพธ์ นอกจากการแสดงวิสัยทัศน์แนวคิดของประเทศเราและการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว นายกฯจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

การได้ไปพบผู้นำทางธุรกิจ นักลงทุนการเงิน มีการพูดถึงกองทุนเงินมหาศาลจะเอามาลงทุนด้านพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนก็เป็นโอกาสดี เป็นการปูทางไว้สำหรับความร่วมมือ เพราะต้องยอมรับว่าเราต้องอาศัยและดึง นักลงทุนจากต่างประเทศ แต่การลงทุนต้องเป็นในลักษณะที่ยั่งยืน ทำให้ นายกฯต้องไปพูดคุยแลกเปลี่ยน ต้องรอดูผลที่เป็นรูปธรรม

ส่วนเครดิตผู้นำระหว่างนายเศรษฐา กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความแตกต่างในเวทียูเอ็นแน่นอน ต่างชาติรู้สึกว่ามีผู้นำที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว เพราะมาจากการเลือกตั้ง แม้จะมีกฎกติกาที่หลงเหลือจากรัฐบาลเดิมอยู่บ้างจนทำให้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ก็ตาม

แต่อย่างน้อยนายเศรษฐาก็มาจากกระบวนการประชาธิปไตย และเป็นพลเรือน ไม่มียศนำหน้า อย่างน้อยก็ดูดีเวลาแนะนำในเวทีระหว่างประเทศ เพราะถ้าพูดถึงผู้นำที่มียศนำหน้าก็อาจจดูเหมือนเป็นโลกที่สาม ภาพลักษณ์ผู้นำทหารกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ความรู้สึกประชาคมโลกผู้นำมาจากการเลือกตั้งก็ย่อมดีกว่า

ที่นายกฯระบุจะทำให้โลกได้เห็นบทบาทใหม่ของไทยนั้น อย่างน้อยนายกฯมีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจ จบจากต่างประเทศการสื่อสารทำความเข้าใจเป็นไปโดยตรง ไม่เหมือนผู้นำทหารพูดอะไรไปก็ไม่ค่อยมีน้ำหนัก

และที่นายเศรษฐาไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อน ก็เป็นผลดีเหมือนกัน การเป็นนักธุรกิจมาก่อนจะมีผลดีกว่าการเป็นทหารหรือนักการเมืองมืออาชีพ เพราะนักการเมืองอาจทำให้มีข้อสงสัย แต่นายเศรษฐายังไม่มีเรื่องอื้อฉาวทางการเมือง

หลังจากเวทียูเอ็น นายกฯมีคิวเยือนจีนก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเข้าได้กับทุกมหาอำนาจ ซึ่งเป็นแนวโน้มของโลก ทุกประเทศไม่มีใครไปผูกมัดกับมหาอำนาจหนึ่งมหาอำนาจใด ไม่ใช่พวกที่ไม่จริงใจ แต่ทำให้เขาเห็นว่าเวลาเรามีความสัมพันธ์กับใครเรามีพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ได้คิดแค่ผลประโยชน์ตัวเอง

เรื่องเหล่านี้ต้องใช้ทักษะและทำให้เขาเห็นว่าเมื่อร่วมมือกับมหา อำนาจไหนก็ไม่ได้ต่อต้านอีกมหาอำนาจหนึ่ง และเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน