การไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รัฐบาลแถลงว่ามีภาระกิจอยู่ 3 ด้าน ด้านแรกเป็นการประชุมพหุภาคี ที่สหประชาชาติ

ด้านที่ 2 เป็นการประชุมทวิภาคีกับผู้นำประเทศหลายชาติ อาทิ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น รวมถึงมีการพบกับเลขาฯยูเอ็น ซึ่งถือว่าเป็นแนวความคิดที่ดี

และด้านที่ 3 ทางโฆษกรัฐบาลแถลงว่า มีการพบกับผู้นำบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐ เช่น แบล็คร็อค, สเปชเอ็กซ์, ไมโครซอฟท์, โกลด์แมน แซคส์, และกูเกิ้ล เป็นต้น

แต่การมีภารกิจค่อนข้างมากในเวลาที่จำกัดทำให้รู้สึกว่าการ ไปครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่กับงบเช่าเหมาลำเครื่องบิน 30 ล้านบาท ไม่ได้ห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายแต่ภาคเอกชนอยากรู้ว่าที่บอกได้ไปคุยกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้พบกับใครจริงๆ บ้าง คุยเรื่องอะไร ได้ผลอย่างไรบ้าง

การไปเจรจาเรื่องการลงทุนกับผู้นำต่างประเทศ หรือผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ ส่วนใหญ่ต้องมีการพูดคุยในรายละเอียด ล่วงหน้าไว้ก่อนเพื่อให้สองฝ่ายรับทราบเบื้องต้นก่อนหารือ จริง ประชาชนอยากรู้ว่าไปคุยแล้วได้ผลอย่างไรบ้าง

รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าอยากให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุน หรือสิทธิพิเศษให้นักลงทุน ประเภทนั้นๆ อย่างตรงเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ฟังจากการให้สัมภาษณ์สื่อของนายเศรษฐาที่บอกว่ามีโอกาสชี้แจงให้ผู้นำประเทศต่างๆ รับรู้ว่าช่วง 9 ปี ต่างชาติอาจไม่ค่อยรู้ความเคลื่อนไหวของไทย แต่ตอนนี้ประเทศไทยได้รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

แต่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้ผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนตัวอย่างมากทำให้ต่างชาติต้องระมัดระวังการลงทุนในไทยมากขึ้นด้วย ดังนั้นการไปชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนใน ไทยนั้น

รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าอยากให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุน หรือสิทธิพิเศษให้นักลงทุนประเภทนั้นๆ อย่างตรงเป้าหมาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน